"สีหศักดิ์" แถลงโต้ "แอนดรูว์ส" ปมกล่าวหาไทย ชี้ไม่เป็นกลาง-ไม่ใช่รายงานของ UN
อัปเดตเมื่อ: 3 สิงหาคม 2569 เวลา 18:25อ่าน 3 นาที

วันนี้ (3 ส.ค.2569) นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ แถลงข่าวกรณีเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีรายงานข่าวเกี่ยวกับแถลงข่าวสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในกัมพูชา โดย
ประเด็นสำคัญ
นายทอม แอนดรูว์ส ผู้เสนอรายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติ เป็นผู้จัดทำรายงาน พบว่ามีหลายประเด็นที่พาดพิงประเทศไทย และทางกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) มีแถลงการชี้แจงเบื้องต้นไปแล้ว
ซึ่งในวันนี้ตนเองอยากชี้แจงท่าทีของรัฐบาลไทย ซึ่งมีหลายประเด็นที่ไม่เห็นด้วยและไม่ยอมรับ ในหลายสิ่งที่ปรากฏในรายงานของนายแอนดรูว์ส ได้แก่ ไม่ได้เป็นรายงานของสหประชาชาติ
รายละเอียดเพิ่มเติม
รายงานดังกล่าวไม่ใช่รายงานของสหประชาชาติ แต่เป็นรายงานของนายแอนดรูว์ส เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในกัมพูชา ตามอาณัติที่เขาได้รับจากคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC)
แต่รายงานนี้ยังไม่เข้าสู่กระบวนการพิจารณา UNHRC ซึ่งปกติต้องมีการอภิปรายโดยประเทศที่เป็นสมาชิก อาจจะรับทราบข้อมูล หรือมีข้อสังเกตต่าง ๆ นายสีหศักดิ์ กล่าวต่อว่า
ในฐานะที่เคยเป็นประธาน UNHRC การทำงานของผู้เสนอรายงาน ต้องเน้นการทำงานที่เป็นกลาง เที่ยงธรรม ไม่ลำเอียง แต่สิ่งที่เรากังวล คือหลายประเด็นพาดพิงไทยในเรื่องความขัดแย้ง
สถานการณ์ล่าสุด
ผู้ที่ไร้ที่อยู่จากสงครามความขัดแย้ง ผู้พลัดถิ่น และแรงงานกัมพูชาที่ต้องกลับจากไทย รายงานพาดพิงประเทศไทย แต่ไม่ได้ตรวจสอบกับฝ่ายไทยว่ามีความเห็นอย่างไร
จึงห่วงการทำงานของนายแอนดรูว์ส ที่ต้องเน้นหลักความเป็นกลาง เที่ยงธรรม ไม่ลำเอียง ชี้รายงานของ "แอนดรูว์ส" ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของฝ่ายกัมพูชา ที่เป็นห่วงเป็นพิเศษ คือ
ฝ่ายกัมพูชาประโคมข่าวนี้ และคัดเลือกเฉพาะประเด็นพาดพิงไทยไปขยายผลต่อ โฆษณาชวนเชื่อเพื่อหวังผลทางการเมือง ทั้งที่การหารือระหว่างไทยและกัมพูชา ในการประชุมสุดยอดของอาเซียน
มุมมองและผลกระทบ
ได้มีข้อตกลงละเว้นการโจมตีซึ่งกันและกันในเวทีระหว่างประเทศ เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ จึงสะท้อนว่ากัมพูชาไม่ได้ปฏิบัติตามที่ตกลงกัน อีกทั้งไม่อยากให้รายงานของนายแอนดรูว์ส
ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของฝ่ายกัมพูชา โต้แย้งข้อมูลของ "แอนดรูว์ส" ที่เกี่ยวกับไทย รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า ประเด็นแรก นายแอนดรูว์ระบุว่ามีชาวกัมพูชาไร้ที่อยู่อาศัย
ไม่สามารถกลับภูมิลำเนาได้ 650,000 คน แต่แท้จริงแล้ว ไม่ถึงจำนวนดังกล่าว คาดว่ามีการรวมชาวกัมพูชาในหมู่บ้านที่รุกล้ำเข้ามาเขตไทย กว่า 50 ปี ซึ่งไม่เข้าข่ายผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
อีกทั้งไทยต้องอพยพประชาชน 400,000 คนในช่วงเกิดการปะทะ แต่ไทยบริหารจัดการและดูแลพลเมืองตัวเอง โดยที่ไทยไม่ได้เป็นผู้ริเริ่มสงคราม รัฐบาลกัมพูชาจึงต้องดูแลพลเมืองของตัวเองเช่นกัน
ส่วนการแก้ไขปัญหาทั้ง 2 ประเทศ ต้องเป็นไปตามกรอบของแถลงการณ์ร่วม เมื่อวันที่ 27 ธ.ค.2568 และเจตนารมณ์ของผู้นำ 2 ประเทศในการประชุมสุดยอดของอาเซียน
ซึ่งได้ตกลงกันว่าจะแก้ปัญหาด้วยการหารือทวิภาคี และดำเนินมาตรการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน สิ่งที่ประเทศไทยรับไม่ได้ คือ ทำไมไม่พูดถึงความสูญเ…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ ไทยพีบีเอส



