อรรถสิทธิ์ พานแก้ว | พูดแล้ว ทำแล้ว…แต่ทำไมประชาชนยังไม่รู้สึก
อัปเดตเมื่อ: 31 กรกฎาคม 2569 เวลา 22:10อ่าน 3 นาที

สำหรับรัฐบาลแล้ว กลยุทธ์การสื่อสารไม่ได้หมายถึงการสร้างคำขวัญให้จำง่าย หรือทำให้นายกฯ หรือ รัฐมนตรีแต่ละท่านดูดีต่อหน้ากล้องเท่านั้น แต่คือการบริหารความสัมพันธ์ระหว่างสามสิ่ง
ประเด็นสำคัญ
ได้แก่ “สิ่งที่รัฐบาลทำ สิ่งที่รัฐบาลพูด และสิ่งที่ประชาชนได้รับรู้และสัมผัสจริง” ทั้งสามสิ่งฟังดูเหมือนจะเป็นเรื่องเดียวกัน แต่ในทางการเมืองกลับไม่ได้สอดคล้องกันโดยอัตโนมัติ
รัฐบาลอาจมีหลายผลงาน แต่ไม่สามารถอธิบายให้ประชาชนเห็นว่า ผลงานเหล่านั้นเชื่อมโยงกันอย่างไร หรือกำลังพาประเทศไปในทิศทางใด รัฐบาลอาจมีข่าวทุกวัน
รายละเอียดเพิ่มเติม
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงยังไม่รองรับคำพูดนั้น หรือรัฐบาลอาจทั้งทำและพูดแล้ว แต่ผลลัพธ์ยังไปไม่ถึงประชาชน จึงไม่เกิดความรู้สึกว่าปัญหาในชีวิตได้รับการแก้ไข
ช่องว่างระหว่างสามสิ่งนี้เป็นหัวใจของปัญหาการสื่อสารของรัฐบาล รัฐบาลอาจบอกว่าเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว แต่ประชาชนยังรู้สึกว่ารายได้ไม่พอกับรายจ่าย
รัฐมนตรีอาจประกาศว่าระบบบริการของราชการสะดวกขึ้น แต่ประชาชนยังต้องเผชิญขั้นตอนยุ่งยาก หรือรัฐบาลอาจยืนยันว่ากำลังจัดการปัญหาหนึ่งอย่างเด็ดขาด
สถานการณ์ล่าสุด
แต่ผู้ได้รับผลกระทบยังไม่รู้ว่าสิทธิของตนจะได้รับการคุ้มครองเมื่อใด เมื่อสิ่งที่รัฐบาลพูดไม่ตรงกับสิ่งที่ประชาชนสัมผัส ปัญหาจะไม่ได้หยุดอยู่ที่การสื่อสารไม่ดี
แต่จะกลายเป็นปัญหาความน่าเชื่อถือ ยิ่งรัฐบาลพูดซ้ำมากเท่าใด ช่องว่างระหว่างคำพูดกับประสบการณ์จริงก็ยิ่งมองเห็นได้ชัดขึ้นเท่านั้น ดังนั้น
หน้าที่ของกลยุทธ์การสื่อสารจึงไม่ใช่การทำให้รัฐบาลดูดีกว่าสิ่งที่ทำ แต่คือการทำให้สิ่งที่รัฐบาลทำ สิ่งที่รัฐบาลพูด และสิ่งที่ประชาชนสัมผัส เชื่อมโยงและสนับสนุนกัน รัฐบาลต้องทำจริง
มุมมองและผลกระทบ
พูดให้ตรงกับ สิ่งที่ทำ และทำให้ประชาชนมองเห็นว่า สิ่งที่ทำนั้นส่งผลต่อชีวิตของพวกเขาอย่างไร จากผลงานของรัฐบาลสู่การประเมินของประชาชน
ความสัมพันธ์ระหว่างสามสิ่งนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับสิ่งที่เรียกว่า “ความชอบธรรมเชิงผลงาน” หรือ Performance Legitimacy พูดให้ง่าย
ความชอบธรรมเชิงผลงานคือการที่ประชาชนให้การยอมรับหรือความเชื่อมั่นแก่รัฐบาล เพราะประเมินว่า รัฐบาลสามารถแก้ปัญหา หรือสร้างผลงานที่มีประโยชน์ต่อประเทศได้จริง
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
แนวคิดเรื่องความชอบธรรมจากผลลัพธ์จึงให้ความสำคัญกับการประเมินของประชาชน ไม่ใช่เพียงตัวเลขหรือรายงานผลที่รัฐบาลจัดทำขึ้นเอง งานศึกษาด้านความชอบธรรมทางการเมืองยังพบว่า
การประเมินผลลัพธ์ของการปกครองมีอิทธิพลอย่างมากต่อทัศนะของประชาชนที่มีต่อสถาบันและกลไกการบริหารประเทศ หัวใจสำคัญคือ ความชอบธรรมเชิงผลงานไม่ได้เกิดขึ้นทันทีเมื่อรัฐบาลประกาศว่า
“ทำแล้ว” เพราะระหว่างผลงานของรัฐบาลกับการยอมรับของประชาชนยังมีกระบวนการรับรู้และตีความอยู่ตรงกลาง ประชาชนต้องมองเห็นก่อนว่า รัฐบาลเข้าใจปัญหาหรือไม่
เลือกวิธีแก้ปัญหาอย่างเหมาะสมหรือไม่ ผลลัพธ์ที่ประกาศเกิดขึ้นจริงหรือไม่ และผลงานนั้นมีความหมายต่อชีวิตของตนอย่างไร รัฐบาลจึงไม่สามารถสร้างความชอบธรรมเชิงผลงานจาก “สิ่งที่ทำ”
เพียงด้านเดีย…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ มติชน



