ทำเนียบขาวเผยเอกสารฉบับเต็ม ต้นกำเนิดโควิด-19 ชี้มาจาก "แล็บอู่ฮั่น"
อัปเดตเมื่อ: 1 สิงหาคม 2569 เวลา 01:32อ่าน 3 นาที

วันนี้ (31 ก.ค.2569) เว็บไซต์ ทำเนียบขาว เปิดเผยรายงานฉบับสมบูรณ์ความยาวกว่า 520 หน้า ซึ่งจัดทำและเผยแพร่โดยทำเนียบขาว
ประเด็นสำคัญ
ร่วมกับคณะอนุกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ (Select Subcommittee on the Coronavirus Pandemic)
ถือเป็นเอกสารสืบสวนเชิงลึก ที่สร้างความสั่นสะเทือนต่อวงการสาธารณสุขและการเมืองโลก การจัดทำรายงานฉบับนี้ อาศัยกระบวนการตรวจสอบเอกสารอย่างละเอียดมากกว่า 1,000,000 ฉบับ
รายละเอียดเพิ่มเติม
พร้อมทั้งทำการสอบสัมภาษณ์และบันทึกคำให้การของพยาน บุคลากรทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่ระดับสูงมากกว่า 38 ครั้งตลอดระยะเวลา 2 ปี เพื่อถอดบทเรียนจากวิกฤตการณ์ระบาดใหญ่
ที่คร่าชีวิตประชากรโลกไปหลายล้านคน ไวรัสหลุดจาก "ห้องแล็บ" ไม่ใช่ธรรมชาติ ข้อสรุปสำคัญที่สุดในรายงานระบุว่า เชื้อไวรัส SARS-CoV-2 มีความเป็นไปได้สูงที่สุด
ที่จะเกิดจากการรั่วไหลในห้องปฏิบัติการ หรือเป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการวิจัย ณ สถาบันไวรัสวิทยาอู่ฮั่น (WIV) เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ข้อมูลเชิงลึกทางชีวภาพชี้ให้เห็นว่า
สถานการณ์ล่าสุด
ตัวไวรัสมีลักษณะทางพันธุกรรมที่จำเพาะ และไม่เคยปรากฏในธรรมชาติ โดยเฉพาะโครงสร้างสายรหัสพันธุกรรมที่เรียกว่า "Furin Cleavage Site" เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ไวรัสสามารถแพร่กระจาย
และเข้าสู่เซลล์ของมนุษย์ได้ด้วยประสิทธิภาพสูงอย่างผิดธรรมชาติ รายงานระบุว่า สถาบัน WIV เป็นศูนย์กลางการวิจัยไวรัสโคโรนาที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง
และมีการดำเนินโครงการวิจัยแบบเพิ่มพูนหน้าที่ของเชื้อโรค (Gain-of-function) เพื่อดัดแปลงไวรัสให้มีความรุนแรงและสามารถแพร่เชื้อในมนุษย์ได้ง่ายขึ้น ที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือ
มุมมองและผลกระทบ
คณะสืบสวนพบหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า มีนักวิจัยประจำสถาบัน WIV หลายรายล้มป่วยด้วยอาการรุนแรงทางระบบหายใจ ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับโรคโควิด-19 ตั้งแต่ช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 2562
ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่รัฐบาลจีนจะประกาศการพบผู้ติดเชื้ออย่างเป็นทางการ ณ ตลาดสดอาหารทะเลอู่ฮั่นหลายเดือน "เฟาซี" ถูกชี้เบื้องหลังดัน กลบกระแสไวรัสหลุดจากแล็บ
รายงานฉบับนี้ยังเปิดเผยถึงขบวนการบิดเบือน และปกปิดข้อเท็จจริงในระดับโครงสร้างองค์กรสาธารณสุขของรัฐบาลสหรัฐฯ โดยมุ่งเป้าไปที่บทบาทของ นพ.แอนโทนี เฟาซี (Dr.Anthony Fauci)
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
อดีตผู้อำนวยการสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดเชื้อแห่งชาติสหรัฐฯ (NIAID) รายงานระบุว่า นพ.เฟาซี เป็นผู้อยู่เบื้องหลังและมีส่วนสำคัญในการ "กระตุ้น" รวมถึงกำกับดูแลให้มีการแต่ง
และตีพิมพ์บทความวิชาการระดับโลกที่มีชื่อว่า "The Proximal Origin of SARS-CoV-2" ซึ่งถูกนำมาใช้อ้างอิงอย่างกว้างขวาง เพื่อสร้างกระแสความเชื่อหลักในสังคมว่า
ไวรัสโคโรนามีจุดกำเนิดและส่งผ่านมาจากธรรมชาติ 100% พร้อมกันนั้นยังถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการแพทย์ในการลดความน่าเชื่อถือ และตราหน้าทฤษฎีการรั่วไหลจากห้องปฏิบัติการว่าเป็นเพียง
"ทฤษฎีสมคบคิด" ขณะเดียวกัน คณะอนุกรรมาธิการฯ ยังตรวจพบพฤติการณ์มิชอบของเจ้า…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ ไทยพีบีเอส



