ข้ามไปยังเนื้อหา

เดินหน้าชน : ปฏิรูปคำสั่งหยุดโรงงาน!!

อัปเดตเมื่อ: 17 สิงหาคม 2569 เวลา 11:38อ่าน 3 นาที

เดินหน้าชน : ปฏิรูปคำสั่งหยุดโรงงาน!!
แชร์ข่าวนี้

ในยุคที่ประเทศไทยมุ่งเน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เรามักได้ยินคำแถลงถึงความเติบโตทางอุตสาหกรรม การลงทุนมหาศาล และนวัตกรรมแห่งอนาคต แต่อีกด้านหนึ่ง ข่าวสารเรื่องการลักลอบปล่อยมลพิษ การตั้งโรงงานเถื่อนไร้ใบอนุญาต หรือการลักลอบนำกากอุตสาหกรรมและสารเคมีอันตรายไปทิ้งตามบ่อดินร้างและที่สาธารณะ ก็ปรากฏให้เห็นถี่ขึ้นเรื่อยๆ เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ได้เพียงแค่สร้างความเสียหายแก่ธรรมชาติ แต่กำลังตั้งคำถามคำโตใส่ระบบกฎหมายไทยว่า กลไกการกำกับดูแลโรงงานที่มีอยู่ในปัจจุบัน ยังเพียงพอที่จะปกป้องประชาชนและสิ่งแวดล้อมได้จริงหรือไม่?

ประเด็นสำคัญ

พูดคุยกับท่านผู้รู้ท่านหนึ่งให้ความเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 รัฐวางมาตรการทางปกครองไว้ 2 ระดับ คือ 1) มาตรา 37 วรรคหนึ่ง ที่ให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่สั่งให้ปรับปรุง แก้ไขโรงงาน หรือปฏิบัติให้ถูกต้อง โดยระหว่างการแก้ไขยังให้โรงงานเปิดดำเนินกิจการต่อไปได้ และ 2) มาตรา 39 วรรคหนึ่ง ซึ่งให้อำนาจในการสั่งหยุดประกอบกิจการโรงงานทั้งหมดหรือบางส่วนเพื่อปรับปรุงแก้ไขโรงงาน ที่ผ่านมาภาครัฐยึดถือ “หลักความได้สัดส่วน (Principle of Proportionality)” ในการออกคำสั่งทางปกครองอย่างเคร่งครัด กล่าวคือ การใช้อำนาจจำกัดสิทธิหรือก่อความเสียหายต่อธุรกิจเอกชนต้องทำเท่าที่จำเป็นแก่การบรรลุเป้าหมาย โดยมองว่าการสั่งหยุดโรงงานตามมาตรา 39 เป็นมาตรการรุนแรงสูงสุดที่อาจกระทบต่อการจ้างงาน ห่วงโซ่อุปทาน และภาวะเศรษฐกิจ รัฐจึงมักเริ่มต้นด้วยการใช้มาตรา 37 เพื่อให้โอกาสผู้ประกอบการแก้ไขปรับปรุงเสมอ แต่ในบริบทปัจจุบัน คำถามคือ หลักความได้สัดส่วนที่รัฐใช้ตีความตามกฎหมายโรงงานอยู่นั้น ได้สัดส่วนกับความเสี่ยงต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่?

ในความเป็นจริงเมื่อโรงงานก่อมลพิษ เช่น ปล่อยน้ำเสียหรืออากาศเสียเกินเกณฑ์มาตรฐาน แม้เจ้าหน้าที่จะออกคำสั่งตามมาตรา 37 ให้แก้ไขภายใน 30 หรือ 60 วัน แต่ตลอดช่วงเวลานั้น โรงงานก็ยังคงเดินเครื่องผลิต มิหนำซ้ำบางกรณียังมีการขอขยายเวลาข้ามเดือน ขณะที่โทษปรับทางอาญาสำหรับการฝ่าฝืนเกณฑ์มาตรฐานก็ต่ำเกินกว่าจะสร้างความเกรงกลัว โรงงานบางแห่งจึงมองค่าปรับเป็นเพียงต้นทุนในการทำธุรกิจที่คุ้มเสี่ยง เพราะกว่าเจ้าหน้าที่จะตรวจพบก็ไม่ง่าย ขณะที่ประชาชนและสิ่งแวดล้อมได้รับความเสียหายไปแล้ว โดยไร้ซึ่งการเยียวยาใดๆ คำถามที่ตามมาคือ การสั่งปรับปรุงตามมาตรา 37 กรณีปล่อยมลพิษเกินเกณฑ์มาตรฐาน ได้สัดส่วนกับความผิดที่โรงงานกระทำหรือไม่?

รายละเอียดเพิ่มเติม

ได้สัดส่วนกับผลกระทบและความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชนและสิ่งแวดล้อมจริงๆ หรือไม่?

หรือกรณีวิกฤตการลักลอบประกอบกิจการและการแอบทิ้งกากพิษในพื้นที่ EEC ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่า พฤติกรรมของผู้ประกอบการที่แสวงหาผลประโยชน์บนความไม่รับผิดชอบได้เปลี่ยนไปจากอดีต การฝ่าฝืนไม่ได้เกิดจากความพลั้งพลาดทางเทคนิค แต่เกิดจาก “เจตนาลักลอบ” เพื่อลดต้นทุนและฟันกำไร หากรัฐยังคงใช้แนวคิดดั้งเดิมที่เน้…

อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ มติชน

ถ้าชอบข่าวนี้ ช่วยแชร์ให้เพื่อนอ่านด้วย
แหล่งข่าว: มติชน · เดินหน้าชน : ปฏิรูปคำสั่งหยุดโรงงาน!!
เลื่อนลงเพื่ออ่านข่าวถัดไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง