ซาอุดีอาระเบีย ตุรกี ปากีสถาน จัดตั้ง ‘ไตรภาคีความมั่นคงร่วม’ คืออะไร สำคัญอย่างไร
อัปเดตเมื่อ: 8 สิงหาคม 2569 เวลา 12:17อ่าน 3 นาที

เมื่อวานนี้ (7 สิงหาคม) ซาอุดีอาระเบีย ตุรกี และปากีสถาน ได้ร่วมกันลงนามในข้อตกลงป้องกันประเทศร่วมกัน โดยกำหนดให้การโจมตีสมาชิกประเทศใดประเทศหนึ่งถือเป็น ‘การคุกคามทั้งสามฝ่าย’ ภาคีความมั่นคงนี้ถูกจัดตั้งขึ้น เพื่อเสริมสร้างอำนาจต่อรองและการป้องปราม ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงปลอดภัยภายในภูมิภาค ประเด็นสำคัญ ข้อตกลงนี้คืออะไร มีเนื้อหาอย่างไร ทำไมข้อตกลงนี้ถึงสำคัญ?
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
แต่ละฝ่ายมอง ‘ไตรภาคี’ นี้อย่างไร ข้อตกลงนี้คืออะไร มีเนื้อหาอย่างไร ผู้นำทั้งสามประเทศได้ลงนามใน ‘ข้อตกลงป้องกันร่วมเมกกะ’ (Mecca Joint Defence Agreement) ซึ่งมีลักษณะเป็น ‘ไตรภาคีความมั่นคงร่วม’ (Trilateral Collective-Defence Pact) โดยพิธีลงนามนี้เกิดขึ้น ณ เมืองเมกกะ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นศาสนสถานอันศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของโลกมุสลิม มีผู้ลงนามคือ โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย เรเจป ไตยิป แอร์โดอัน ประธานาธิบดีตุรกี และเชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน โดย ‘หลักการป้องปรามร่วมกัน’ (Collective Deterrence) คือ หัวใจสำคัญของข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งกำหนดว่า “การโจมตีด้วยอาวุธต่อประเทศสมาชิกใดประเทศหนึ่ง จะถือเป็นการโจมตีต่อทั้งสามประเทศร่วมกัน” เพื่อสร้างการป้องปรามร่วมกันต่อการรุกรานจากภายนอก ไตรภาคีนี้จะส่งเสริมความร่วมมือด้านกลาโหม มุ่งพัฒนาความร่วมมือทางทหารในทุกมิติ รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง การประสานงานด้านความมั่นคง และความร่วมมือในด้านพลังงาน การผลิต และงบประมาณด้านการป้องกันประเทศร่วมกัน อย่างไรก็ตาม แม้จะสัญญาว่าจะสนับสนุนซึ่งกันและกัน แต่ตัวข้อตกลง ไม่มีรายละเอียดเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับภาระหน้าที่และพันธกรณีของแต่ละฝ่าย ทำให้ในทางปฏิบัติยังคงมีความซับซ้อนและไม่แน่นอนว่า หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเกิดความขัดแย้งกับประเทศอื่น เช่น ปากีสถานกับอินเดีย หรือซาอุฯ กับกลุ่มฮูตี อีกสองประเทศจะต้องดำเนินการช่วยเหลือทางทหารในระดับใด ทำไมข้อตกลงนี้ถึงสำคัญ?
หลายฝ่ายมองว่า ข้อตกลงด้านความมั่นคงนี้เป็นการรวมพลังของ 3 มหาอำนาจโลกมุสลิม เป็นการผสานจุดเด่นที่แตกต่างแต่ช่วยเกื้อหนุนกันของแต่ละประเทศอย่างลงตัว โดยซาอุดีอาระเบีย เป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลกและเป็นมหาอำนาจทางการเงิน ขณะที่ตุรกีมีเทคโนโลยีทางทหารและระบบอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่ก้าวหน้า เช่น ระบบโดรนและยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย และยังมีสถานะเป็นสมาชิก NATO ด้านปากีสถานก็มีกำลังทหารที่ผ่านสมรภูมิอย่างโชกโชน และเป็นชาติมุสลิมเพียงแห่งเดียวที่มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง ข้อตกลงนี้ลงนามท่ามกลางวิกฤตและความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นจากการที่สหรัฐฯ และอิสราเอลทำสงครามกับอิหร่าน ซึ่งที่ผ่านมาซาอุดีอาระเบียและโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันตกเป็นเป้าหมายการโจมตีจากอิหร่านและกลุ่มฮูตีบ่อยครั้ง สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ชาติในอ่าวอาหรับเริ่ม สูญเสียความเชื่อมั่น…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ เดอะสแตนดาร์ด



