เตือนธุรกิจรับแรงกระแทกตะวันออกกลาง สนค.เตือนลดต้นทุน-เพิ่มประสิทธิภาพ
อัปเดตเมื่อ: 15 สิงหาคม 2569 เวลา 20:09อ่าน 3 นาที

วันนี้ ( 15 ส.ค.2569) นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านรอบใหม่
ประเด็นสำคัญ
จำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะหากยืดเยื้อ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่ออุปทานพลังงานโลกและภาวะเงินเฟ้อในหลายประเทศ ดังนั้นภาคธุรกิจและผู้ประกอบการ
เพื่อรองรับสถานการณ์ความไม่แน่นอนในระยะต่อไป ควรพิจารณาปรับเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภายในองค์กรเพื่อลดต้นทุน และเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการให้มีความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น
รายละเอียดเพิ่มเติม
รวมถึงศึกษาการใช้พลังงานทางเลือก เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงและสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ห่วงโซ่การผลิต สำหรับภาคประชาชน
อาจพิจารณาเลือกอุปโภคบริโภคสินค้าและบริการในชีวิตประจำวันอย่างเหมาะสมและคุ้มค่า ควบคู่กับการวางแผนการเงินอย่างระมัดระวัง
ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการช่วยรักษาเสถียรภาพทางการเงินของครัวเรือนได้อีกทางหนึ่ง และเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างภูมิคุ้มกันให้ระบบเศรษฐกิจไทยมีความเข้มแข็ง
สถานการณ์ล่าสุด
สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์เศรษฐกิจโลก และเติบโตได้อย่างมีเสถียรภาพในระยะยาว ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ผลกระทบจากการปะทะในรอบแรก ทำให้หลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ
ต้องเผชิญกับภาวะราคาน้ำมันและภาวะเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยระดับเงินเฟ้อ แตกต่างกันตามโครงสร้างการพึ่งพาพลังงาน และนโยบายการกำกับดูแลราคาพลังงานของแต่ละประเทศ เช่น
ฟิลิปปินส์จำเป็นต้องนำเข้าน้ำมันมากกว่า 90% จากตะวันออกกลาง ประกอบกับการอ่อนค่าต่อเนื่องของค่าเงินเปโซ ประชาชนในฟิลิปปินส์จึงมีภาระค่าน้ำมันค่อนข้างสูง ขณะที่มาเลเซีย
มุมมองและผลกระทบ
เป็นประเทศผู้ส่งออกพลังงานสุทธิ นำรายได้จากการขายน้ำมันมาอุดหนุนราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ ส่งผลให้ราคาสินค้าเชื้อเพลิงในดัชนีราคาผู้บริโภคปรับตัวสูงขึ้นไม่มากนัก ส่วนของไทย
ราคาพลังงานสูงขึ้นจากความขัดแย้งรอบก่อน มีส่วนทำให้ต้นทุนฝั่งต้นน้ำของไทยสูงขึ้นชัดเจนในไตรมาสที่ 2 ของปี โดยดัชนีราคาผู้ผลิต สูงขึ้น 8.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน
และดัชนีค่าบริการขนส่งสินค้าทางถนน (RFTI) ปรับตัวสูงขึ้น 11.1% แต่ด้วยนโยบายการกำกับดูแลราคาพลังงานมีส่วนช่วยให้ราคาพลังงานขายปลีกไม่ผันผวนรุนแรงจนกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อในไตรมาสดังกล่าวสูงขึ้น 2.70% และภาพรวมเงินเฟ้อของไทยช่วงครึ่งปีแรกสูงขึ้นไม่มากที่ 1.08% โดยกลุ่มพลังงานสูงขึ้น 4.92%
แม้สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางจะยังมีความไม่แน่นอน และอาจส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นในระยะต่อไป
แต่สำหรับไทยที่มีกลไกการกำกับดูแลราคาพลังงานและค่าครองชีพที่มีประสิทธิภาพ สะท้อนได้จากอัตราเงินเฟ้อในช่วงครึ่งปีแรกอยู่ภายในกรอบเป้าหมายที่ 1–3%
ประกอบกับการดำเนินงานของกระทรวงพาณิชย์ ในการดูแลการจำหน่ายสินค้าและบริการให้เป็นธรรม ป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้าเกินควร รวมถึงมาตรการสนับสนุ…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ ไทยพีบีเอส



