ข้ามไปยังเนื้อหา

ดร.ณัฏฐ์ ชี้ กลไก รธน. อภิปรายไม่ไว้วางใจ คดีฮั้ว สว. เกิดก่อน ไม่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานรัฐบาลอนุทิน

อัปเดตเมื่อ: 18 สิงหาคม 2569 เวลา 18:18อ่าน 3 นาที

ดร.ณัฏฐ์ ชี้ กลไก รธน. อภิปรายไม่ไว้วางใจ คดีฮั้ว สว. เกิดก่อน ไม่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานรัฐบาลอนุทิน
แชร์ข่าวนี้

ดร.ณัฏฐ์ ชี้ กลไก รธน. อภิปรายไม่ไว้วางใจ คดีฮั้ว สว. เกิดก่อน ไม่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานรัฐบาลอนุทิน สืบเนื่องจากนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน

ประเด็นสำคัญ

ผู้นำฝ่ายค้าน เล็งจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในปมฮั้ว สว.นั้น ล่าสุด เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ “ดร.ณัฏฐ์”

นักกฎหมายมหาชน ให้ความเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะและกล่าวว่า ระบบรัฐสภาไทยสร้างกลไกตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจ 3 ฝ่าย ประกอบด้วย ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ

รายละเอียดเพิ่มเติม

กลไกตรวจสอบถ่วงดุลซึ่งกันและกัน เพื่อป้องกันผู้ใช้อำนาจปกครองเหลิงอำนาจ เป็นไปตามหลักทฤษฎี “การแบ่งแยกอำนาจ” โดยประเทศไทยใช้ระบบรัฐสภาแนวทางเดียวกับสหราชอาณาจักร

โดยถืออังกฤษเป็นโมเดล กระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลของไทย กำหนดในกลไกรัฐธรรมนูญ ไม่ว่ารัฐบาลชุดใดๆ นับแต่ปี 2475 ถึงปัจจุบัน “แต่ปัญหาว่า การตรวจสอบระหว่าง ส.ส.

กับนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกำหนดกลไกตรวจปีละครั้ง โดยถือปีสมัยประชุมเป็นหลัก ในการเปิดสมัยประชุมครั้งที่ 2 ในวันที่ 25 สิงหาคม 2569

สถานการณ์ล่าสุด

ฝ่ายค้านย่อมตรวจสอบถ่วงดุลรัฐมนตรีทั้งคณะหรือบางรายก็ได้ จะลงมติหรือไม่ก็ได้ อยู่ที่ญัตติที่ฝ่ายค้านนำเสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร แม้ สว. เป็นฝ่ายนิติบัญญัติด้วยกัน

ในอังกฤษถือว่าเป็นสภาขุนนางหรือสภาสูง ของไทยไม่ต่างกัน มีหน้าที่เพียงกลั่นกรองกฎหมาย แต่ของไทยพิเศษตรงให้อำนาจ สว. เห็นชอบองค์กรอิสระและองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ

โดยโยกอำนาจถอดถอนนักการเมืองให้เป็นอำนาจฝ่ายตุลาการ เป็นการยกระดับและพัฒนา Constitution ที่ควบคู่กับระบบ Parliament” ดร.ณัฐวุฒิกล่าว ดร.ณัฐวุฒิ ยังระบุว่า ส่วนกลไกรัฐธรรมนูญ สส.

มุมมองและผลกระทบ

ตรวจสอบฝ่ายบริหาร ที่ออกแบบเช่นนี้ เพราะ สส. มาจากการเลือกตั้งของประชาชน โดยกำหนดให้ สส. เลือกหัวหน้ารัฐบาล โดยยึดหลักเสียงข้างมาก ตาม รธน. ม.159 การตรวจสอบถ่วงดุล

โดยยื่นญัตติไม่ไว้วางใจ ครม. หรือ รมต. รายบุคคล แล้วแต่เหตุผล ส่วนใหญ่เป็นข้อกล่าวหาร้ายแรง เพื่อให้หล่นจากเก้าอี้ แต่ต้องเกิดจากการบริหารราชการแผ่นดิน หากลงมติถือเสียงข้างมาก

หากรัฐบาลคุมเกมในสภาได้ หมายความว่า คุมเสียง สส. ข้างมากในสภา โอกาสหล่นจากเก้าอี้มีน้อย เพราะกลไกรัฐสภา ฝ่ายรัฐบาลครองเสียงข้างมาก ส่วนฝ่ายค้านครองเสียงข้างน้อยในสภา

ข้อมูลจากแหล่งข่าว

และยังมองว่ากรณีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน เล็งจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในปมฮั้ว สว. นั้น ดร.ณัฏฐ์ อธิบายว่า แค่ล่ารายชื่อ 1 ใน

5 หรือจำนวน 100 คนในการยื่นญัตติ พรรคประชาชนมีเสียงเพียงพอ แต่ในการลงมติ ต้องใช้เสียง 251 เสียง ถามว่าฝ่ายค้านจะไปรวบรวมเสียงมาจากไหน ทั้งปมคดีฮั้ว สว. แม้ถูกกล่าวหาว่าพัวพัน

แต่ข้อเท็จจริงเกิดขึ้นในปี 2567 ในยุครัฐบาลแพทองธาร ทั้งพรรคประชาชนทำ MOA ผลักดันให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล สส. บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในขณะนั้น…

อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ มติชน

ถ้าชอบข่าวนี้ ช่วยแชร์ให้เพื่อนอ่านด้วย
แหล่งข่าว: มติชน · ดร.ณัฏฐ์ ชี้ กลไก รธน. อภิปรายไม่ไว้วางใจ คดีฮั้ว สว. เกิดก่อน ไม่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานรัฐบาลอนุทิน
เลื่อนลงเพื่ออ่านข่าวถัดไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง