ข้ามไปยังเนื้อหา

สนค. ชี้ EU รุกบังคับใช้กติกาการค้าใหม่ ยกระดับมาตรฐานห่วงโซ่อุปทาน แนะไทยเร่งปรับตัว

อัปเดตเมื่อ: 17 สิงหาคม 2569 เวลา 17:20อ่าน 3 นาที

สนค. ชี้ EU รุกบังคับใช้กติกาการค้าใหม่ ยกระดับมาตรฐานห่วงโซ่อุปทาน แนะไทยเร่งปรับตัว
แชร์ข่าวนี้

สนค. ชี้ EU รุกบังคับใช้กติกาการค้าใหม่ ยกระดับมาตรฐานตลอดห่วงโซ่อุปทาน แนะไทยเร่งปรับตัวรับความท้าทาย นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.)

อ่านข่าวในหมวด ธุรกิจ เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper

ประเด็นสำคัญ

เปิดเผยว่า สนค. ได้ติดตามพัฒนาการด้านนโยบายการค้าของสหภาพยุโรป (European Union: EU) อย่างต่อเนื่อง พบว่า

การค้าโลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่ที่การแข่งขันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านราคาและต้นทุน แต่ให้ความสำคัญกับมาตรฐาน ความยั่งยืน และความโปร่งใสตลอดห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น โดย EU

รายละเอียดเพิ่มเติม

เป็นหนึ่งในภูมิภาคสำคัญที่กำลังปรับระบบการกำกับดูแลการค้าทั้งระบบ (Trade Governance) ครอบคลุมตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การนำเข้าสินค้า การค้าออนไลน์ (e-Commerce)

ไปจนถึงมาตรฐาน ด้านบรรจุภัณฑ์และสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม คุ้มครองผู้บริโภค และขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว สำหรับไทย EU

ถือเป็นตลาดส่งออกที่มีศักยภาพและมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ โดยในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 การค้าระหว่างไทยกับ EU มีมูลค่า 25,365.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 16.1

สถานการณ์ล่าสุด

แบ่งเป็นการส่งออกของไทยไปยัง EU มูลค่า 15,464.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 20.0 ขณะที่การนำเข้าของไทยจาก EU มูลค่า 9,900.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 10.4

ส่งผลให้ไทยเกินดุลการค้า 5,564.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปัจจุบัน EU เป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทย รองจากจีน สหรัฐฯ และญี่ปุ่น สะท้อนว่า การปรับกติกาการค้าของ EU

จะมีผลต่อทิศทางการส่งออกและการปรับตัวของผู้ประกอบการไทยในหลายอุตสาหกรรม แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของ EU ไม่ได้เป็นเพียงการออกมาตรการรายด้าน

มุมมองและผลกระทบ

หากแต่เป็นการปรับระบบการกำกับดูแลมาตรฐานตลอดห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำที่กำหนดมาตรฐานการผลิตและการจัดหาวัตถุดิบ กลางน้ำที่ยกระดับการกำกับดูแลการนำเข้าและการค้าออนไลน์ และปลายน้ำ

ที่กำหนดมาตรฐานด้านบรรจุภัณฑ์ การใช้ทรัพยากร และการจัดการของเสีย เพื่อผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียน และสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม ในส่วนของต้นน้ำ EU ได้ทยอยกำหนดและบังคับใช้มาตรการสำคัญ

อาทิ กลไกการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) และกฎหมายว่าด้วยการตรวจสอบสถานะด้านความยั่งยืนของกิจการ (CSDDD) ซึ่งได้มีผลบังคับใช้แล้ว

ข้อมูลจากแหล่งข่าว

รวมถึงกฎหมายว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้กับผู้ประกอบการขนาดใหญ่และขนาดกลางตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2569

และผู้ประกอบการขนาดเล็กและรายย่อยตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2570 ครอบคลุมสินค้า 7 กลุ่ม ได้แก่ โค โกโก้ กาแฟ ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ถั่วเหลือง และไม้ รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปที่เกี่ยวข้อง

โดยกำหนดให้ผู้ที่นำเข้าหรือส่งออกสินค้าดังกล่าวต้องดำเนินการตรวจสอบสถานะ (Due Diligence) และจัดทำ Due Diligence Statement (DDS) ผ่านระบบสารสนเทศของ EU

เพื่อยืนยันว่าสินค้าไม่ได้มาจากการตัดไม้ทำลายป่าและผลิตถูกต้องตามกฎหมายของประเทศผู้ผลิต ก่อนนำสินค้าเข้าหรือออกจาก EU สำหรับกลางน้ำ E…

อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ มติชน

ถ้าชอบข่าวนี้ ช่วยแชร์ให้เพื่อนอ่านด้วย
แหล่งข่าว: มติชน · สนค. ชี้ EU รุกบังคับใช้กติกาการค้าใหม่ ยกระดับมาตรฐานห่วงโซ่อุปทาน แนะไทยเร่งปรับตัว
เลื่อนลงเพื่ออ่านข่าวถัดไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง