กรมชลฯ ยัน น้ำเขื่อนพอรับนาปรัง 9 ล้านไร่ พร้อมกำชับหน่วยงานวางแผนรับมือเอลนีโญ
อัปเดตเมื่อ: 17 สิงหาคม 2569 เวลา 15:38อ่าน 3 นาที

กรมชลฯ ยัน น้ำเขื่อนพอรับนาปรัง 9 ล้านไร่ เร่งรับมือเอลนีโญถึงกลางปี 70 เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ที่กรมชลประทาน สามเสน กรุงเทพฯ นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน
อ่านข่าวในหมวด ธุรกิจ เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมติดตามการเตรียมการป้องกัน และแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง ปี 2569-2570 ว่า จากการติดตามสถานการณ์พบว่า
ภาพรวมปริมาณฝนในปีนี้ยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ 7% ขณะที่สถานการณ์น้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำทั้ง 496 แห่งทั่วประเทศ ปัจจุบันมีปริมาณน้ำกักเก็บรวมกว่า 46,000 ล้านลูกบาศก์เมตร
รายละเอียดเพิ่มเติม
หรือประมาณ 60% ของความจุรวม คาดว่าเมื่อสิ้นสุดฤดูฝนในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 จะมีปริมาณน้ำกักเก็บเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 51,000 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือประมาณ 70% ของความจุรวม
ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถสนับสนุนการทำนาปรังในพื้นที่ชลประทานได้กว่า 9 ล้านไร่ นายวิทยา กล่าวว่า ตนได้มอบหมายให้สำนักงานชลประทานที่ 1-17 ทำงานเชิงรุกและใกล้ชิดกับเกษตรกรมากขึ้น
โดยไม่ได้ทำหน้าที่เพียงบริหารจัดการน้ำ แต่ต้องทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับเกษตรกร รวมถึงประสานงานด้านการตลาด เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร
สถานการณ์ล่าสุด
นายวิทยา กล่าวว่า ส่วนการรับมือปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปจนถึงช่วงกลางปี 2570 ตนได้กำชับหน่วยงานในสังกัดให้วางแผนบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ
เพื่อรองรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ภาคกลางและภาคใต้ ซึ่งคาดว่าจะมีปริมาณฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย นายวิทยา กล่าวว่า สำหรับพื้นที่นอกเขตชลประทาน
ได้มอบหมายให้หน่วยงานระดับพื้นที่เตรียมความพร้อมในการสนับสนุนเครื่องจักร และเครื่องมือสำหรับขุดลอกและสร้างแหล่งเก็บกักน้ำ รวมถึงรถสูบน้ำและเครื่องสูบน้ำ
มุมมองและผลกระทบ
โดยจะบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์น้ำ ทั้งด้านการอุปโภคบริโภคและการทำการเกษตรให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะในช่วงปลายฤดูฝนนี้ นายวิทยา กล่าวว่า
สำหรับกระแสคัดค้านโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกว่า หลังจาก คณะรัฐมนตรี
มีมติเห็นชอบโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จังหวัดจันทบุรี หรือโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก ว่า ในด้านของการพัฒนาพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) นั้น
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
มีความจำเป็นต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำเพื่อรองรับภาคอุตสาหกรรมและการใช้น้ำของประชาชน ซึ่งนอกจากการพัฒนาโครงข่ายด้านน้ำแล้ว
โครงการดังกล่าวยังมีความสำคัญในเรื่องของความมั่นคงด้านน้ำในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี และพื้นที่ภาคตะวันออกของประเทศ และเป็นส่วนหนึ่งของแผนบริหารจัดการน้ำ
ซึ่งอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ต้องรับฟังความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งกรมชลประทานจะต้องทำความเข้าใจและอธิบายเหตุผล ความจำเป็น รวมถึงข้อมูลต่าง ๆ ให้ประชาชนในพื้นที่รับทราบ
เพื่อสร้างความเข้าใจและการยอมรับต่อการดำเนินโครงการ นายวิทยา กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าการ…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ มติชน



