ยศชนัน ถกด่วนผู้ว่าฯภาคเหนือ รับมืออุทกภัย ชู 5 ข้อสั่งการเปิด War Room ทุกจังหวัด
อัปเดตเมื่อ: 20 สิงหาคม 2569 เวลา 20:13อ่าน 3 นาที

ยศชนัน ถกด่วนผู้ว่าฯภาคเหนือ รับมืออุทกภัย ชู 5 ข้อสั่งการเปิด War Room ทุกจังหวัด พร้อมชง 2 แผนดึงเอกชน-รัฐช่วยด่วน เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคเหนือ
ลงพื้นที่จังหวัดน่านติดตามสถานการณ์อุทกภัย พร้อมเรียกประชุมด่วนผู้ว่าราชการจังหวัดภาคเหนือทั้งหมด เพื่อเตรียมรับมือมวลน้ำระลอกใหม่ โดยสั่งการตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ (War Room)
รายละเอียดเพิ่มเติม
ในทุกจังหวัด พร้อมดึงทุกภาคส่วนร่วมบูรณาการความช่วยเหลือ ทั้งนี้ เนื่องจากเหตุการณ์ที่มีหลายจังหวัดในภาคเหนือเกิดเหุตอุทกภัยและดินโคลนถล่ม เช่น สุโขทัย แม่ฮ่องสอน และแพร่
รองนายกรัฐมนตรีจึงเรียกประชุมด่วน โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง ประกอบด้วย นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายชัยนรงค์
วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน และนายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดจากทุกจังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือ นายยศชนัน
สถานการณ์ล่าสุด
กล่าวเน้นย้ำในที่ประชุมให้ทุกพื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด และต้องมีการแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยล่วงหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดความสูญเสียให้ได้มากที่สุด
พร้อมกันนี้ ที่ประชุมได้กำหนด 5 ข้อสั่งการด่วน เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติร่วมกันของทุกจังหวัดในภาคเหนือ ได้แก่ การตั้งศูนย์บัญชาการ (Single Command War Room) –
ให้จัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์แบบจุดเดียวในทุกจังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้อำนวยการศูนย์ฯ เพื่อสั่งการและบริหารจัดการสถานการณ์เบ็ดเสร็จ การเตรียมความพร้อมด้านเครื่องมือ
มุมมองและผลกระทบ
– จัดเตรียมเครื่องสูบน้ำ ยานพาหนะ และอุปกรณ์กู้ภัยอื่น ๆ ที่จำเป็นให้พร้อมใช้งานได้ทันที การวางระบบเตือนภัยและแผนอพยพ – เตรียมพร้อมระบบแจ้งเตือนประชาชน
และซักซ้อมแผนการเคลื่อนย้ายผู้อพยพในพื้นที่เสี่ยงภัย การเตรียมกำลังพล – จัดเตรียมเจ้าหน้าที่และกำลังคนให้พร้อมสแตนด์บายปฏิบัติงานตลอดเวลา การรายงานสถานการณ์แบบเรียลไทม์
– หากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน ให้รายงานตรงต่อรองนายกรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทย และ ปภ.ทันที นอกจากมาตรการหลักเชิงรับแล้ว
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
ที่ประชุมยังได้ประเมินสถานการณ์และเตรียมแผนสำรองเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการช่วยเหลือ โดยกำหนด 2 แนวทางบริหารจัดการเพิ่มเติม ได้แก่ การประสานความร่วมมือกับภาคเอกชน –
เพื่อระดมทรัพยากรและเสริมกำลังในการเข้าช่วยเหลือประชาชน การบูรณาการความช่วยเหลือจากหน่วยงานอื่น: – ร้องขอการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม
เพื่อให้การบรรเทาทุกข์และฟื้นฟูพื้นที่เป็นไปอย่างรวดเร็วและครอบคลุมทุกมิติ
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ มติชน



