ข้ามไปยังเนื้อหา

ถอดแล้วถอดอีกจนไม่มีอะไรเหลือ น้ำท่วม “น่าน” บทเรียนยังไม่ได้ข้อสรุป

อัปเดตเมื่อ: 21 สิงหาคม 2569 เวลา 02:44อ่าน 3 นาที

ถอดแล้วถอดอีกจนไม่มีอะไรเหลือ น้ำท่วม “น่าน” บทเรียนยังไม่ได้ข้อสรุป
แชร์ข่าวนี้

การเกิดน้ำท่วมใหญ่มาแรงที่ จ.น่าน หนนี้ แม้จะไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะช่วงหลัง ๆ มีเหตุน้ำท่วมทุกปี แต่ที่ใหม่คือรูปแบบ เพราะเป็นน้ำจากฝนที่ตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่เดียวแต่ยาวนาน

อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper

ประเด็นสำคัญ

กระทั่งกลายเป็นมวลน้ำมหาศาล ไหลบ่าทะลักเข้าสู่พื้นที่ต่ำหรือพื้นที่เมืองและชุมชน จากป่าบริเวณเทือกเขาดอยภูคา ใกล้แนวชายแดนไทย - สปป.ลาว พื้นที่ อ.บ่อเกลือ ไหลบ่าทะลักเข้า อ.ปัว

ผ่าน อ.ท่าวังผา มุ่งหน้าเข้าสู่พื้นที่ อ.เมือง จ.น่าน ก่อให้เกิดความสูญเสียต่อทั้งบ้านเรือน อาคารร้านค้า พื้นที่การเกษตร ถนนหนทาง ตลอดเส้นทางที่มวลน้ำไหลผ่าน

รายละเอียดเพิ่มเติม

ท่ามกลางการโพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นที่หลากหลายตามสื่อโซเชียล ตั้งแต่แสดงความเห็นใจ วิพากษ์ผล รวมทั้งสาเหตุที่เกิดขึ้น ว่ามาจากความเลินเล่อ ละเลย การตัดไม้ทำลายป่า

โดยเฉพาะการลักลอบทำอย่างผิดกฎหมาย ตลอดจนขาดการเตรียมการรับมือภัยพิบัติ ทั้งที่ทราบล่วงหน้าว่า จะเกิดและเป็นภัยที่เกิดขึ้นตามฤดูกาล แต่กระนั้น

ก็มีบางส่วนที่ชี้ว่าเป็นปรากฏการณ์ภัยธรรมชาติรูปแบบใหม่ ตามสภาพความผันผวนของโลก นั่นคือฝนตกหนักมากเฉพาะจุดเป็นเวลานาน หรือ RAIN BOMB หรือระเบิดฝน คนหนึ่งที่ยืนยันต้นตอที่มา เกิดจาก

สถานการณ์ล่าสุด

RAIN BOMB คือ นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และผู้ประสานงานศูนย์กฎหมายสิทธิชุมชน อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน พร้อมยกตัวอย่าง ที่เคยเกิดขึ้นที่ อ.แม่สาย

จ.เชียงราย ปี 2567 และในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา กับหลายพื้นที่ใกล้เคียง ปี 2568 จนเกิดน้ำท่วมหาดใหญ่ และ 8 จังหวัดภาคใต้ แต่นายฐนโรจน์ วรรัฐประเสริฐ

ผู้อำนวยการศูนย์ทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. กลับย้ำว่า ไม่ใช่ RAIN BOMB แต่เป็นผลจากร่องความกดอากาศต่ำที่พาดผ่านภาคเหนือ ทำให้เกิดแนวปะทะและฝนตกหนักในระยะเวลาสั้น ๆ

มุมมองและผลกระทบ

บริเวณดอยภูคาปริมาณมากกว่า 238 มม.ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากใน อ.ปัว สะท้อนให้เห็นว่า แม้แต่ข้อมูลเบื้องต้นยังไม่ตรงกัน อย่างไรก็ตาม เมื่อฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง

ปริมาณน้ำและความแรงของน้ำที่ไหลบ่าลงสู่พื้นที่ที่ต่ำกว่า ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรง หากผ่านพ้นไปในทันทีทันใด ไม่ท่วมขังนาน จะเกิดสภาพ ”ราบเป็นหน้ากลอง”

แต่ในกรณีที่มีปัญหาการระบายน้ำ จะท่วมขังและส่งผลกระทบหลายวัน ดังที่เกิดขึ้นที่ อ.แม่สาย และ อ.หาดใหญ่ แม้จะมีคำเตือนจากกรมอุตุนิยมวิทยา และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ.ว่า

ข้อมูลจากแหล่งข่าว

จะเกิดฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายจังหวัด รวมทั้งพื้นที่ภาคเหนือ ระหว่าง 18 - 21 ส.ค.69 แต่กลายเป็นการเตือนในวงกว้าง และไม่มีแผนเตรียมการรับมือสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นตามมา อาทิ

ตั้งศูนย์ปฏิบัติการรับมือและช่วยเหลือผู้ประสบภัย กระทั่งเกิดเหตุการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่อง น้ำป่าไหลบ่าทะลักจากที่สูงลงสู่พื้นที่ลุ่มต่ำ บริเวณ อ.ปัว อ.ท่าวังผา อ.สันติสุข และ

อ.ภูเพียง ส่งผลกระทบและสร้างความเดือดร้อนให้กับชุมชนที่อยู่อาศัย แม้จะมีการส่งข้อความสั้นเตือนภัย หรือ Short Message ผ่าน Cell Broadcast โดย ปภ.แต่…

อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ ไทยพีบีเอส

ถ้าชอบข่าวนี้ ช่วยแชร์ให้เพื่อนอ่านด้วย
แหล่งข่าว: ไทยพีบีเอส · ถอดแล้วถอดอีกจนไม่มีอะไรเหลือ น้ำท่วม “น่าน” บทเรียนยังไม่ได้ข้อสรุป
เลื่อนลงเพื่ออ่านข่าวถัดไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง