‘ศุภชัย’ ชงประธานสภาฯ ตีกรอบอำนาจ 35 กมธ. หวั่นงานซ้ำซ้อน ก้าวล่วงหน้าที่กัน
อัปเดตเมื่อ: 20 สิงหาคม 2569 เวลา 17:27อ่าน 3 นาที

“ศุภชัย” ขอประธานสภาฯ วินิจฉัยขอบเขตอำนาจ กมธ.สามัญทั้ง 35 คณะ หลังพบการทำงานบางเรื่องคาบเกี่ยวกัน ทั้งสอบข้อเท็จจริงและเรียกบุคคลหรือหน่วยงานเข้าชี้แจง เสนอ 4
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
ประเด็นวางหลักเกณฑ์กลาง ลดงานซ้ำซ้อนและป้องกันการก้าวล่วงอำนาจระหว่างกัน 20 สิงหาคม 2569 - ที่รัฐสภา นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย แถลงข่าวว่า
ขอให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาวินิจฉัยและกำหนดแนวทางเกี่ยวกับขอบเขตหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญประจำสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 35 คณะ เพื่อให้การพิจารณาศึกษา
รายละเอียดเพิ่มเติม
สอบหาข้อเท็จจริง และดำเนินการในเรื่องต่าง ๆ เป็นไปตามภารกิจและขอบเขตความรับผิดชอบของแต่ละคณะอย่างชัดเจน นายศุภชัยกล่าวว่า ในทางปฏิบัติ การทำงานของ
กมธ.บางคณะอาจมีประเด็นซ้ำซ้อนหรือคาบเกี่ยวกัน โดยเฉพาะการสอบหาข้อเท็จจริง การเรียกบุคคลหรือหน่วยงานมาให้ข้อมูล หรือการดำเนินการในเรื่องที่เนื้อหาอาจอยู่ในหน้าที่และอำนาจของ
กมธ.อีกคณะโดยตรง จึงอาจเกิดปัญหาว่า กมธ.แต่ละคณะมีขอบเขตในการพิจารณาหรือสอบหาข้อเท็จจริงได้เพียงใด และหากเรื่องหนึ่งเกี่ยวข้องกับ กมธ.มากกว่า 1 คณะ จะใช้หลักเกณฑ์ใดในการแบ่งแยก
สถานการณ์ล่าสุด
ประสานงาน หรือกำหนดคณะเจ้าของเรื่อง นายศุภชัยระบุว่า การใช้อำนาจของ กมธ.ต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ กฎหมาย ข้อบังคับการประชุมสภาฯ และต้องสอดคล้องกับขอบเขตหน้าที่และอำนาจของแต่ละคณะ
หากไม่มีแนวทางที่ชัดเจน อาจทำให้เกิดการปฏิบัติหน้าที่ซ้ำซ้อน เช่น การเรียกบุคคลหรือหน่วยงานเดียวกันมาชี้แจงในเรื่องเดียวกันหลายครั้ง หรือเกิดข้อโต้แย้งเกี่ยวกับอำนาจของ กมธ.
ซึ่งอาจกระทบต่อประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือในการทำหน้าที่ นายศุภชัยกล่าวต่อว่า ได้ขอให้ประธานสภาฯ พิจารณา 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1.วินิจฉัยขอบเขตหน้าที่และอำนาจของ
มุมมองและผลกระทบ
กมธ.แต่ละคณะตามข้อบังคับการประชุมสภาฯ รวมถึงกรณีที่ กมธ.จะพิจารณาหรือสอบหาข้อเท็จจริงในเรื่องที่ไม่ได้อยู่ในขอบเขตหน้าที่และอำนาจโดยตรง ว่าสามารถดำเนินการได้หรือไม่และเพียงใด
2.กำหนดหลักเกณฑ์กรณีเรื่องหนึ่งเกี่ยวข้องกับ กมธ.ตั้งแต่ 2 คณะขึ้นไป ว่าจะกำหนดคณะเจ้าของเรื่องหรือประสานการทำงานระหว่างกันอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดการดำเนินงานซ้ำซ้อน 3.วินิจฉัยกรณี
กมธ.คณะหนึ่งดำเนินการในเรื่องที่โดยสาระสำคัญอยู่ในหน้าที่และอำนาจของอีกคณะโดยเฉพาะ รวมถึงการสอบหาข้อเท็จจริง หรือเรียกบุคคลและหน่วยงานมาชี้แจง
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
ว่าการดำเนินการดังกล่าวอยู่ภายในขอบเขตอำนาจตามข้อบังคับหรือไม่ 4.พิจารณากำหนดแนวปฏิบัติกลางสำหรับ กมธ.ทั้ง 35 คณะ เพื่อป้องกันการใช้อำนาจซ้ำซ้อน การก้าวล่วงขอบเขตหน้าที่ระหว่างกัน
และลดภาระแก่หน่วยงานของรัฐหรือบุคคลที่ถูกเรียกมาชี้แจงในเรื่องเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน “การมีคำวินิจฉัยหรือแนวปฏิบัติที่ชัดเจน จะเป็นประโยชน์ต่อการทำหน้าที่ของ กมธ.ทุกคณะ
และช่วยวางบรรทัดฐานการใช้อำนาจของ กมธ.ให้เป็นไปตามหลักนิติรัฐ มีความชัดเจน โปร่งใส ไม่ซ้ำซ้อน ไม่เกินขอบเขตหน้าที่และอำนาจที่ข้อบังคับกำหนด” นายศุภ…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ ไทยโพสต์



