มาอีกสูตร! ‘พร้อมพงศ์’ กางกรอบ 30 วัน ถอดบทเรียนเหตุรุนแรงในโรงเรียน
อัปเดตเมื่อ: 8 สิงหาคม 2569 เวลา 12:09อ่าน 3 นาที

“พร้อมพงศ์” เสนอรัฐบาล-ศธ. ใช้เวลา 30 วันตรวจความปลอดภัยสถานศึกษาทั่วประเทศ ฝากการบ้านหลายข้อพร้อมให้เปิดผลต่อประชาชน อย่าเข้มเฉพาะช่วงเป็นข่าว
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
ต้องทำให้ผู้ปกครองมั่นใจส่งลูกไปโรงเรียนแล้วกลับบ้านอย่างปลอดภัย 8 สิงหาคม 2569 - นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงเหตุความรุนแรงภายในสถานศึกษาในจังหวัดนนทบุรี ว่า
ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต ขอส่งกำลังใจถึงผู้บาดเจ็บ นักเรียน ครู ผู้ปกครอง และทุกคนที่ได้รับผลกระทบ ส่วนสาเหตุ ที่มาของอาวุธ และมูลเหตุ
รายละเอียดเพิ่มเติม
ควรให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน ไม่ควรด่วนสรุปก่อนข้อเท็จจริงจะชัดเจน ขณะนี้รัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินมาตรการด้านความปลอดภัย
การป้องกันอาวุธ และการเยียวยาสภาพจิตใจแล้ว ถือเป็นทิศทางที่ควรสนับสนุน แต่ต้องทำให้เกิดผลจริงทั่วประเทศ ไม่ใช่เข้มเฉพาะช่วงที่สังคมกำลังจับตา เพราะความปลอดภัยของลูกหลานรอไม่ได้
ถึงเวลาที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันปิดช่องโหว่ให้เป็นระบบ ขอเสนอ 3 มาตรการเร่งด่วน นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า 1. กำหนดกรอบ 30 วัน ตรวจความปลอดภัยสถานศึกษาทั่วประเทศ ตรวจระบบเข้า-ออก จุดเสี่ยง
สถานการณ์ล่าสุด
ช่องทางแจ้งเหตุ แผนเผชิญเหตุ และความพร้อมของครู บุคลากรและนักเรียน พร้อมกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยขั้นต่ำตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ ไม่ว่าโรงเรียนเล็กหรือใหญ่ รัฐหรือเอกชน
ความปลอดภัยของเด็กต้องได้รับความสำคัญอย่างเท่าเทียม รวมทั้งควรจัดให้มีผู้เชี่ยวชาญฝึกทักษะการเอาตัวรอดและการเผชิญเหตุอย่างเหมาะสมกับวัย ทั้งเหตุรุนแรง อัคคีภัย แผ่นดินไหว น้ำท่วม
และภัยพิบัติอื่นๆ เพื่อให้ครู นักเรียน และบุคลากรรู้ว่าต้องปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อเกิดเหตุจริง สามารถดูแลตนเองและช่วยเหลือคนรอบข้างได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย นายพร้อมพงศ์ กล่าวอีกว่า
มุมมองและผลกระทบ
2. ปิดช่องโหว่การเข้าถึงอาวุธตั้งแต่ต้นทาง รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรทบทวนมาตรการเรื่องการครอบครอง การเก็บรักษา และการป้องกันไม่ให้เด็กหรือผู้ไม่มีสิทธิเข้าถึงอาวุธ
พร้อมบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ส่วนมาตรการคัดกรองในสถานศึกษาควรดำเนินการตามระดับความเสี่ยงและความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ และ 3. ดูแลสภาพจิตใจเชิงรุก อย่าให้การช่วยเหลือจบพร้อมข่าว
ต้องมีระบบดูแลนักเรียน ครู บุคลากร ผู้ปกครอง และครอบครัวที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง เข้าถึงความช่วยเหลือได้ง่าย
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
และส่งต่อได้รวดเร็วเมื่อพบผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือหรือมีสัญญาณความเสี่ยง “เมื่อครบ 30 วัน รัฐบาลควรเปิดเผยผลต่อประชาชนว่า ตรวจสถานศึกษาแล้วกี่แห่ง พบช่องโหว่อะไร แก้ไขแล้วกี่จุด
และเรื่องใดยังต้องเร่งดำเนินการ เพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามและตรวจสอบผลได้ เหตุการณ์นี้ต้องเป็นบทเรียนของทั้งประเทศ ไม่ใช่บทเรียนของสถานศึกษาแห่งใดแห่งหนึ่ง
อย่าปล่อยให้เหตุสะเทือนใจจบแค่ความเสียใจ ต้องเปลี่ยนบทเรียนให้เป็นมาตรการ เปลี่ยนมาตรการให้เป็นการลงมือทำ และเปลี่ยนการลงมือทำให้เป็นความปลอดภัยท…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ ไทยโพสต์



