จากดอยสูงถึงแพกลางเขื่อน เมื่อ “แสงสว่าง” เปลี่ยนชีวิต 3 ชุมชนห่างไกล
อัปเดตเมื่อ: 20 สิงหาคม 2569 เวลา 17:37อ่าน 3 นาที

หากลองหลับตาแล้วจินตนาการถึงหมู่บ้านที่ตั้งอยู่บนดอยสูง 1,400 เมตรจากระดับน้ำทะเล อากาศเย็นสบายตลอดปี ปลูกกาแฟ ที่ให้ผลผลิตดี มีคุณภาพ หรือหมู่บ้านที่อยู่ไม่ไกลจากตัวเมือง
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
แต่โอบล้อมไปด้วยทิวเขา ธรรมชาติสมบูรณ์ มีแหล่งท่องเที่ยวสวยงาม ชาวบ้านยังคงวิถีชีวิตดั้งเดิม หรือหมู่บ้านชาวประมงที่อาศัยอยู่บนแพอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อน เหมือนทะเลสาบขนาดใหญ่
เต็มไปด้วยสัตว์น้ำหลากหลายชนิด แต่ทว่าในความงดงาม ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของหมู่บ้านเหล่านั้น กลับถูกกลืนหายไปในความมืดมิด เพียงเพราะอยู่ในพื้นที่ห่างไกล
รายละเอียดเพิ่มเติม
หรืออยู่ในพื้นที่ขาดแคลนไฟฟ้า มีไฟฟ้าใช้ไม่เพียงพอ กลายเป็นเงื่อนไขขีดเส้นแบ่งชีวิตของผู้คน ที่เผชิญกับข้อจำกัดคือ “ไม่สามารถเข้าถึงไฟฟ้าได้ ทั้งกลางวันและกลางคืน”
ทำให้พวกเขาถูกตัดขาดจากระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิต ทั้งการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ การศึกษา หรือการสื่อสารได้อย่างเท่าเทียมเหมือนคนทั่วไป
และนี่จึงเป็นเหตุผลที่ “บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)” หรือ “GULF” เดินหน้าส่งมอบระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์)
สถานการณ์ล่าสุด
ให้กับชุมชนในพื้นที่ห่างไกลที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึงมาอย่างต่อเนื่องกว่า 5 ปี ครอบคลุม 20 พื้นที่ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นดอยสูง พื้นที่เกาะ หรือพื้นที่ชายแดน เพราะ GULF
เชื่อว่าการเข้าถึงไฟฟ้า ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ผู้คนสามารถใช้บริการขั้นพื้นฐานได้อย่างเท่าเทียม แต่ยังช่วยให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนได้อย่างยั่งยืน
บ้านดอยเวียง: เปลี่ยน “กาแฟเชอรี่” สู่ “กะลา” เพิ่มรายได้เกษตรกร อย่าง “บ้านดอยเวียง อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่” ที่ตั้งอยู่บนเทือกเขาสูงในเขตอุทยานแห่งชาติดอยเวียงผา
มุมมองและผลกระทบ
เป็นชุมชนชาวเขาเผ่าลาหู่ที่มีประชากรราว 100 หลังคาเรือน ราว 400 คน อาศัยอยู่ร่วมกับผืนป่าอย่างเกื้อกูล ชาวบ้านที่นี่กว่า 80% ปลูกกาแฟเป็นอาชีพหลัก โดยปลูกใต้ร่มเงาไม้ใหญ่
เป็นวิถีเกื้อกูลกันระหว่างคนกับป่า ปลูกกาแฟและดูแลผืนป่าต้นน้ำไปพร้อมกัน และด้วยความสูง 1,400 เมตรจากระดับน้ำทะเล สภาพอากาศและดินทำให้ผลผลิตกาแฟของบ้านดอยเวียงมีรสชาติดี
มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่ทว่าชุมชนแห่งนี้ต้องพึ่งพาไฟฟ้าจากพลังน้ำ ซึ่งไม่เสถียรใช้งานได้เพียง 3 – 4 ชั่วโมงต่อวัน และเมื่อถึงฤดูแล้งที่สายน้ำเหือดแห้ง
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
ทั้งหมู่บ้านจะไม่มีไฟฟ้าใช้เลยตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน ทำให้ชาวบ้านต้องจำใจขายกาแฟเชอรี่สดเท่านั้น ไม่สามารถแปรรูปได้ ซึ่งราคาขายจะอยู่เพียงกิโลกรัมละ 25 – 30 บาท
ขึ้นอยู่กับพ่อค้าคนกลาง รวมถึงราคาตลาดที่ผันผวน บางปีราคาถูก บางปีราคาแพง ทำให้ชาวบ้านมีรายได้ไม่แน่นอน เมื่อ GULF นำระบบผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์
เข้าไปติดตั้งที่ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวงบ้านดอยเวียง แสงสว่างแรกจึงได้เริ่มจุดประกายขึ้น เพราะไฟฟ้าช่วยเชื่อมต่อระบบดาวเทียมและสัญญาณโทรศัพท์
ทำให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงองค์ความรู้ใหม่ ๆ…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ มติชน



