Xiaomi กำไรร่วง 43% หลังดาต้าเซ็นเตอร์ AI แย่งชิปจนต้นทุนพุ่ง พร้อมขึ้นราคามือถือรอบ 3 ในปีเดียว ส่วน EV ยังขายได้แค่ 40% ของเป้าทั้งปี
อัปเดตเมื่อ: 20 สิงหาคม 2569 เวลา 12:06อ่าน 3 นาที

Xiaomi ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายใหญ่ที่สุดของจีน รายงานกำไรลดลงเกือบครึ่งในไตรมาส 2 หลังเผชิญแรงกดดัน 2 ด้านพร้อมกัน ทั้งต้นทุนชิ้นส่วนที่สูงขึ้นจากภาวะขาดแคลนชิปหน่วยความจำ
ประเด็นสำคัญ
และความต้องการของผู้บริโภคที่อ่อนแรงลง ประเด็นสำคัญ เมื่อ AI ดูดชิปไปจนมือถือต้องขึ้นราคา 3 รอบ แบรนด์จีนบาดเจ็บหนักกว่า ขณะที่ตลาดมือถือทั้งระบบหดตัว EV
ที่หวังให้เป็นเครื่องยนต์ใหม่ กลับกลายเป็นภาระ ตามเอกสารที่ยื่นต่อตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงเมื่อวันอังคาร (18 ส.ค.) บริษัทซึ่งมีฐานอยู่ในกรุงปักกิ่งระบุว่า
รายละเอียดเพิ่มเติม
กำไรสุทธิที่ปรับปรุงแล้วในช่วง 3 เดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน ลดลง 42.6% มาอยู่ที่ 6,200 ล้านหยวน (ประมาณ 3.04 หมื่นล้านบาท) ซึ่งลดลงมากกว่าที่ตลาดคาดไว้
และเป็นการลดลงติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 3 ส่วนรายได้อยู่ที่ 108,900 ล้านหยวน (ประมาณ 5.35 แสนล้านบาท) ลดลง 6.1% จากปีก่อน ซึ่งใกล้เคียงกับที่นักวิเคราะห์ในผลสำรวจของ S&P Capital IQ
ประเมินไว้ ผู้บริหารระบุว่า ผลประกอบการที่อ่อนแอมาจากความต้องการอุปกรณ์ที่ชะลอตัว ราคาชิปหน่วยความจำที่สูงขึ้น และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น
สถานการณ์ล่าสุด
โดยอัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจสมาร์ทโฟนอยู่ที่ 8.5% ลดลง 3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เมื่อ AI ดูดชิปไปจนมือถือต้องขึ้นราคา 3 รอบ
ต้นตอของปัญหามาจากการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์เพื่อรองรับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้ผลิตชั้นนำอย่าง Samsung Electronics และ SK Hynix
หันไปเน้นผลิตชิปขั้นสูงสำหรับงาน AI เป็นอันดับแรก จนชิปหน่วยความจำแบบทั่วไปที่ใช้ในสมาร์ทโฟนขาดแคลนและราคาพุ่งสูงขึ้น ผลที่ตามมาคือเมื่อต้นเดือนนี้ Xiaomi
มุมมองและผลกระทบ
ปรับขึ้นราคาสมาร์ทโฟนบางรุ่นสูงสุดถึง 500 หยวน (ประมาณ 2,455 บาท) ซึ่งเป็นการขึ้นราคารอบที่ 3 นับตั้งแต่ต้นปี นักวิเคราะห์จาก Jefferies ระบุในบทวิเคราะห์เมื่อต้นเดือนว่า
คาดว่าแรงกดดันทั้งด้านปริมาณขายและอัตรากำไรของผู้เล่นในตลาดสมาร์ทโฟนทุกรายจะรุนแรงขึ้นในอีกไม่กี่ไตรมาสข้างหน้า อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารของ Xiaomi พยายามลดทอนความกังวลดังกล่าว โดย
ลู่ เว่ยปิง ประธานบริษัท ระบุระหว่างการแถลงผลประกอบการว่า คาดว่าราคาชิปหน่วยความจำจะยังปรับขึ้นต่อในครึ่งปีหลัง แต่จะเป็นไปในอัตราที่ผ่อนคลายลง ซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับบริษัทแล้ว
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
เขายังระบุว่าช่วงที่ยากลำบากที่สุดกำลังจะผ่านพ้นไป และธุรกิจของบริษัทเข้าสู่ระยะที่มองเห็นและควบคุมได้ แบรนด์จีนบาดเจ็บหนักกว่า ขณะที่ตลาดมือถือทั้งระบบหดตัว ปัญหาของ Xiaomi
ไม่ได้อยู่ที่ต้นทุนเพียงอย่างเดียว แต่ยังเผชิญการชะลอตัวเชิงโครงสร้างของตลาดสมาร์ทโฟนโดยรวม โดยข้อมูลจาก Counterpoint Research ระบุว่ายอดจัดส่งสมาร์ทโฟนทั่วโลกในไตรมาส 2 ร่วงลง 11%
แตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2013 ที่น่าสังเกตคือราคาที่สูงขึ้นมักกระทบผู้บริโภคที่อ่อนไหวต่อราคามากกว่า ซึ่งเป็นกลุ่มที่ Xiaomi และแบรนด์จีนอย่าง Oppo และ Vivo ครองตลาดอยู่
ส่งผลให้ทั้ง 3 แบรนด์มียอดจัดส่งลดลงในระดับ 2 หลักในไตรมาสเมษายนถึง…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ เดอะสแตนดาร์ด



