รมว.กลาโหมเปิดงาน Thailand Security Dialogue ย้ำกองทัพต้องพร้อมรับมือภัยคุกคาม เปลี่ยน ‘ผู้ซื้อ’ สู่ ‘ผู้สร้าง’ และไม่เลือกข้าง
อัปเดตเมื่อ: 17 สิงหาคม 2569 เวลา 19:23อ่าน 3 นาที

วันนี้ (17 สิงหาคม) พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวเปิดงานสัมมนาทางวิชาการด้านความมั่นคง Thailand Security Dialogue 2026 ภายใต้หัวข้อหลัก “Defence and
ประเด็นสำคัญ
Security in an Era of Uncertainty” (การป้องกันประเทศและความมั่นคงในยุคแห่งความไม่แน่นอน) โดย พล.ท. อดุลย์
ได้แสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับทิศทางของกองทัพและยุทธศาสตร์ความมั่นคงของไทยในภาวะที่โลกกำลังเผชิญความผันผวน ไร้ระเบียบ ทั้งในมิติทางภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี และภัยคุกคามอุบัติใหม่ พล.ท.
รายละเอียดเพิ่มเติม
อดุลย์ ระบุว่า ธีมการจัดงานในปีนี้สะท้อนถึงสภาวะความจริงของโลกในปัจจุบันอย่างเด่นชัด ที่ซึ่งความเสี่ยงและความท้าทายด้านความมั่นคงมีความซับซ้อนและไร้ระเบียบมากกว่ายุคใดๆ
โดยฉายภาพจากประสบการณ์รับราชการทหารตั้งแต่ระดับผู้บังคับหน่วยในสนาม ชายแดน แม่ทัพภาคที่ 2 จนถึงระดับผู้กำหนดนโยบายในปัจจุบันว่า
“สงครามยุคใหม่ไม่ได้วัดกันที่ขนาดของกองทัพเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่คำถามสำคัญคือ ใครจะปรับตัวได้เร็วกว่า มีระบบคิดวิเคราะห์และการตัดสินใจที่แม่นยำกว่า
สถานการณ์ล่าสุด
รวมถึงสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในชาติได้มากกว่า” พร้อมย้ำว่าการป้องกันประเทศในปัจจุบันไม่อาจเป็นภารกิจของกองทัพเพียงลำพัง
แต่คือวาระแห่งชาติที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน ในส่วนของภัยคุกคามรูปแบบใหม่ รัฐมนตรีกลาโหมย้ำว่า ความน่ากลัวที่สุดไม่ใช่ภัยคุกคามที่เรามองเห็น
แต่คือภัยที่เรามองไม่เห็นและไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด เช่น สงครามไซเบอร์, สงครามข้อมูลข่าวสาร, ปัญญาประดิษฐ์ (AI), โดรน, อาวุธไร้คนขับ การโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน
มุมมองและผลกระทบ
ตลอดจนวิกฤตเศรษฐกิจจากผลกระทบด้านกำแพงภาษี ดังนั้นยุทธศาสตร์ความมั่นคงยุคใหม่จึงต้องมองเห็นความเสี่ยงก่อนที่จะลุกลามเป็นวิกฤต พร้อมฉายแนวคิดการยกระดับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศว่า
ถึงเวลาแล้วที่ไทยต้องเปลี่ยนมุมมองจาก “การซื้อความมั่นคง” ไปสู่ “การสร้างขีดความสามารถขึ้นเอง” โดยเฉพาะเทคโนโลยีโดรน ระบบไซเบอร์ และดาวเทียม
รัฐมนตรีกลาโหมกล่าวว่า แม้ซื้ออาวุธที่ดีที่สุด แต่หากใช้ไม่เป็นหรือไม่มีข้อมูลที่ถูกต้องก็ไร้ความหมาย ดังนั้นการจัดซื้อจัดจ้างในอนาคตจึงต้องตอบให้ได้ว่า ประเทศชาติได้อะไรกลับมา
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
ไม่ใช่ได้แค่ยุทโธปกรณ์ แต่ต้องได้องค์ความรู้ บุคลากร และเทคโนโลยี เพื่อนำไปสู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ พล.ท. อดุลย์
ยังกล่าวถึงการวางตัวและรักษาสมดุลด้านความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างประเทศว่า ท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและจีน ไทยต้องไม่เลือกข้าง
แต่ต้องยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นศูนย์กลาง พร้อมสร้างความร่วมมือบนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมและการเคารพซึ่งกันและกัน ทั้งนี้ ช่วงหนึ่งของการกล่าวเปิดงาน พล.ท.
อดุลย์ได้กล่าวถึงแนวคิดเกี่ยวกับโครงการสร้างพื้นที่เชื่อมโยงทางเศรษฐกิจอย่างคอคอดกระและแลนด์บริดจ์ในอดีต โดยระบุเป็นมุมมองส่วนตัวว่า หากไทยจะผลักดันให้เกิดโครงสร้างพื้น…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ เดอะสแตนดาร์ด



