กรมอุทยานแจง อภิญญายังเลี้ยงลูกตามปกติ ไม่ได้ทิ้งให้หากินตัวเดียวตามที่เป็นข่าว
อัปเดตเมื่อ: 9 สิงหาคม 2569 เวลา 07:17อ่าน 3 นาที

กรมอุทยานแจง อภิญญายังเลี้ยงลูกตามปกติ ไม่ได้ทิ้งให้หากินตัวเดียวตามที่เป็นข่าว ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ระบุว่า เสือโคร่งชื่อ “อภิญญา”
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
มีลูกกับเสือตัวผู้ตัวใหม่ และตั้งข้อสังเกตว่าแม่เสืออาจทิ้งลูกเร็วเกินไปหรือสอนลูกได้ไม่มากพอ จนเป็นเหตุให้เสือวัยรุ่นแสดงพฤติกรรมเข้าหาคนนั้น กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า
และพันธุ์พืช โดย ทีมวิจัยเสือโคร่ง ขอชี้แจงยืนยันข้อมูลที่ถูกต้องตามหลักวิชาการนิเวศวิทยาและพฤติกรรมสัตว์ป่า เพื่อมิให้ประชาชนเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน ดังนี้
รายละเอียดเพิ่มเติม
ข้อเท็จจริงทางวิชาการและผลการติดตามของทีมวิจัย 1. สถานะปัจจุบันของครอบครัวเสือโคร่งอภิญญา -จากการติดตามภาคสนามและข้อมูลเชิงประจักษ์ของทีมวิจัยเสือโคร่ง ยืนยันว่า
แม่เสืออภิญญาและลูกเสือโคร่งครอกที่ 2 (ประกอบด้วยรหัส HKT-372M, HKT-373M และ HKT-374M) ยังคงอาศัยหากินและอยู่ร่วมกัน -แม่เสือยังทำหน้าที่ปกป้อง เลี้ยงดู
และถ่ายทอดทักษะการเอาตัวรอดตามธรรมชาติให้แก่ลูกๆ อย่างต่อเนื่อง ไม่ได้มีการทิ้งลูกก่อนวัยอันควรตามที่ถูกกล่าวอ้างแต่อย่างใด 2.
สถานการณ์ล่าสุด
ความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับพฤติกรรมและการสืบพันธุ์ของเสือโคร่งตามธรรมชาติ -ข้อมูลที่ระบุว่าการเข้ามาของเสือตัวผู้ตัวใหม่ทำให้แม่เสือต้องรีบสลัดภาระและทิ้งลูกนั้น
ไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมแท้จริงของเสือโคร่งในธรรมชาติ -ในทางนิเวศวิทยา
แม่เสือโคร่งมีความสามารถในการเลี้ยงดูและปกป้องลูกครอกปัจจุบันควบคู่ไปกับการบริหารจัดการอาณาเขตและการตอบสนองต่อเสือตัวผู้ในพื้นที่
มุมมองและผลกระทบ
โดยช่วงอายุของลูกเสือในครอกนี้ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องพึ่งพาแม่เสือ และแม่เสือยังคงให้การดูแลอย่างใกล้ชิด 3.พฤติกรรมของเสือวัยรุ่นและการระมัดระวังความปลอดภัย
-เสือโคร่งวัยรุ่นหรือเสือรุ่นลูก (Sub-adult) เป็นช่วงวัยที่มีความอยากรู้อยากเห็นสูง (Curiosity) และอยู่ระหว่างการเรียนรู้สภาพแวดล้อม ซึ่งเป็นเรื่องปกติของสัตว์ป่าในวัยนี้
อย่างไรก็ตาม กรมอุทยานฯ เน้นย้ำว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของเสือโคร่ง การเข้าไปทำกิจกรรม เดินเทรล หรือการกระทำใดๆ ที่ลดทอนระยะห่างและความปลอดภัย (เช่น
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
การอยู่ในระดับสายตาเดียวกับเหยื่อ หรือการใช้สิ่งพรางตัว) อาจทำให้สัตว์เกิดความเข้าใจผิดหรือลดความระแวงภัยตามธรรมชาติลงได้
ทั้งนี้ขอความร่วมมือให้ประชาชนและผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ระมัดระวังในการแสดงความคิดเห็น หรือเผยแพร่ข้อมูลที่ขาดการตรวจสอบข้อเท็จจริงและหลักวิชาการนิเวศวิทยาป่าไม้
เนื่องจากอาจสร้างความตื่นตระหนก ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์การบริหารจัดการสัตว์ป่าของประเทศ และที่สำคัญที่สุดคืออาจทำให้ประชาชนประมาท
จนนำไปสู่ความเสี่ยงในการเผชิญหน้ากับสัตว์ป่าพลัดหลงหรือสัตว์ป่าในธรรมชาติได้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ยังคงดำเนินงานโดยใช้หลักวิชาการนำทาง
ควบคู่ไปกับการติดตามดูแลความปลอดภัยของทั้งคนและสัตว์ป่าอย่างใกล้ชิด หากมีข้อสงสัยหรือต้องการทราบข้อมูลที่ถูกต้อง สามารถติ…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ มติชน



