สุชาติ สั่งป่าไม้ลุยแก้ ‘เขาหัวโล้น’ ต้นน้ำปัว เร่งฟื้นพื้นที่สูงลดเสี่ยงน้ำป่า-ดินสไลด์
อัปเดตเมื่อ: 23 สิงหาคม 2569 เวลา 14:06อ่าน 3 นาที

สุชาติ สั่งป่าไม้ลุยแก้ ‘เขาหัวโล้น’ ต้นน้ำปัว ย้ำให้ทำกินได้ต้องรักษาป่า เร่งฟื้นพื้นที่สูงลดเสี่ยงน้ำป่า-ดินสไลด์ นายสุชาติ ชมกลิ่น
อ่านข่าวในหมวด สังคม เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
ภายหลังขึ้นเฮลิคอปเตอร์สำรวจพื้นที่ต้นน้ำ อำเภอปัว จังหวัดน่าน ซึ่งได้รับผลกระทบจากฝนตกหนัก ดินสไลด์ และถนนถูกตัดขาด
รายละเอียดเพิ่มเติม
จนประชาชนหลายหมู่บ้านได้รับความเดือดร้อนและต้องใช้เฮลิคอปเตอร์ลำเลียงเสบียงเข้าไปช่วยเหลือ จากรายงานพบว่า ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติซึ่งเป็นพื้นที่ทำกินเดิมของประชาชน
ยังคงพบแปลงเกษตรบนพื้นที่สูงและลาดชัน โดยบางจุดมีลักษณะเป็น “เขาหัวโล้น” และมีการปลูกข้าวโพดขึ้นไปเกือบถึงยอดเขา ขณะที่พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ต้นน้ำและมีความลาดชันสูง
จึงมีความเสี่ยงต่อการชะล้างพังทลายของดินและการไหลบ่าของน้ำเมื่อเกิดฝนตกหนัก นายสุชาติ กล่าวว่า ได้สั่งการให้กรมป่าไม้เร่งลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับประชาชนโดยเร็ว
สถานการณ์ล่าสุด
โดยเฉพาะพื้นที่ที่กรมป่าไม้ผ่อนปรนให้ทำกิน ต้องย้ำให้ประชาชนปฏิบัติตามเงื่อนไขและกฎระเบียบการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าอย่างเคร่งครัด เพราะการอนุญาตให้ประชาชนอยู่อาศัยและทำกิน
ไม่ได้หมายความว่าสามารถใช้พื้นที่ได้โดยไม่มีข้อจำกัด โดยเฉพาะพื้นที่ต้นน้ำและพื้นที่ลาดชัน จำเป็นต้องมีมาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำควบคู่ไปด้วย “ผมได้รับรายงานแล้ว
และได้กำชับกรมป่าไม้ให้เร่งลงไปพูดคุยทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน ต้องย้ำให้ชัดว่าพื้นที่ที่รัฐอนุญาตให้ทำกินนั้น มีเงื่อนไขและกติกาที่ต้องปฏิบัติตาม
มุมมองและผลกระทบ
โดยเฉพาะการปลูกไม้ป่าพื้นถิ่นยืนต้นและการดูแลรักษาหน้าดิน เราต้องช่วยกันปรับเปลี่ยนจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยวในพื้นที่สูง ไปสู่การทำเกษตรที่อยู่ร่วมกับป่าและรักษาระบบต้นน้ำ” นายสุชาติ
กล่าว รมว.ทส. กล่าวว่า จากข้อมูลในพื้นที่พบว่า ชุมชนบ้านขุนกูนเป็นชุมชนดั้งเดิมที่ประชาชนอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่มานาน
ปัจจุบันบางส่วนอยู่ภายใต้โครงการจัดที่ดินทำกินตามโครงการของรัฐ โดยมีพื้นที่ชุมชนบนที่สูงใน 3 ลุ่มน้ำย่อยเหนือพื้นที่เกิดเหตุน้ำท่วม รวม 11 ชุมชน เนื้อที่ไม่น้อยกว่า 4,000 ไร่
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
ที่ทำเกษตรเชิงเดี่ยวส่วนใหญ่ปลูกข้าวโพด มีเพียงบางพื้นที่เช่นหมู่ 2 ตำบลภูคา มีจำนวน 37 หลังคาเรือน หลายครอบครัวเริ่มปรับเปลี่ยนรูปแบบการเกษตร
จากการปลูกข้าวโพดเพียงอย่างเดียวไปสู่การปลูกกาแฟ และพืชที่สร้างมูลค่าเพิ่มมากขึ้น “ต้องย้ำว่าเราไม่ได้มองประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ดั้งเดิมว่าเป็นผู้บุกรุกทั้งหมด
แต่เมื่อรัฐจัดพื้นที่ให้ทำกินแล้ว ก็ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขและกติกาที่กำหนด โดยเฉพาะการดูแลพื้นที่ต้นน้ำ ด้วยการปลูกไม้ป่ายืนต้น การทำขั้นบันได
ลดการใช้ยาฆ่าแมลงและการอนุรักษ์ดินและน้ำ สิ่งเหล่านี้เป็นหน้าที่ที่ทุกคนต้องช่วยกัน” นายสุชาติ กล่าว นายสุชาติ กล่าวว่า
เหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากและดินสไลด์ที่เกิดขึ้นในจังหวัดน่านครั้งนี้ ต้องน…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ มติชน



