ม.หอการค้า ชี้ดัชนีเอสเอ็มอีสะท้อนภาวะกำลังซื้อ-ศก.อ่อนแอ เผยผลสำรวจ ไทยช่วยไทยพลัส คุ้มค่า
อัปเดตเมื่อ: 6 สิงหาคม 2569 เวลา 15:38อ่าน 3 นาที

ม.หอการค้า ชี้ดัชนีเอสเอ็มอีสะท้อนภาวะกำลังซื้อ-ศก.อ่อนแอ สำรวจผลไทยช่วยไทยพลัสคุ้มค่า เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย เปิดเผยว่า ผลสำรวจดัชนีความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจเอสเอ็มอี ประจำไตรมาสที่ 2/2569 พบว่า ดัชนีอยู่ที่ระดับ 45.1 ลดลง
0.8 จุด เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2569 โดยดัชนีทุกรายการ ทั้งดัชนีสถานการณ์ธุรกิจ ดัชนีความสามารถในการทำธุรกิจ และดัชนีความยั่งยืนของธุรกิจ มีค่าต่ำกว่า 50
รายละเอียดเพิ่มเติม
สะท้อนให้เห็นว่าเอสเอ็มอียังอ่อนแอ แม้จากการสำรวจจะพบว่ายอดขายจะปรับตัวดีขึ้น แต่อัตรากำไรไม่ได้ปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากยังมีภาระต้นทุนที่สูงโดยเฉพาะต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง
โดยคาดการณ์จีดีพีเอ็มเอสเอ็มอี 2569 คาดว่า จีดีพีรวมของประเทศไทยจะโต 2-2.5% แบ่งเป็นธุรกิจขนาดใหญ่โตที่ 1.9-2.4% ธุรกิจเอสเอ็มอีจะโตที่ 2.2-2.7% หลังจากมีมาตรการไทยช่วยไทย
พลัสเข้ามาช่วยสนับสนุน นายธนวรรธน์กล่าวว่า เมื่อแยกประเภทจะเห็นว่าธุรกิจขนาดกลางมีค่าดัชนีความสามารถในการทำธุรกิจสูงสุดอยู่ที่ 50.7 ขนาดเล็ก 47.8 และขนาดจิ๋ว 43.1
สถานการณ์ล่าสุด
หากแยกตามประเภทธุรกิจพบว่า ธุรกิจในภาคการผลิตมีค่าสูงสุดอยู่ที่ 49.1 เพราะได้รับอานิสงส์จากการส่งออก ซึ่งคาดว่าปีนี้อาจเติบโตได้สูงถึง10% รองลงมาคือ ภาคบริการ อยู่ที่ 46.5
และภาคการค้าต่ำสุดอยู่ที่ 44.9 ถือเป็นสัญญาณที่คาดหวังว่า สถานการณ์จะดีขึ้น เพราะผู้ตอบแบบสอบถามตอบว่าจะแย่ลงมีสัดส่วนที่น้อยกว่าคาดหวังว่าจะดีขึ้น ทั้งยอดขายรายรับ แต่สำคัญคือ
กำไรสุทธิไม่ได้ดีขึ้นตามเพราะกังวลเรื่องต้นทุน ธุรกิจเอสเอ็มอีจึงยังไม่ได้ดีนัก ณ สิ้นเดือนมิถุนายน เพราะราคาน้ำมันเพิ่งเริ่มลดลง สงครามสหรัฐ-อิหร่านเริ่มนิ่ง
มุมมองและผลกระทบ
แต่เดือนกรกฎาคมราคาน้ำมันย่อลงแล้ว สถานการณ์ตอนนี้จึงเป็นตัวสำคัญที่จะสะท้อนภาวะจริง “จากค่าดัชนีที่ออกมา ทั้งสถานการณ์ของธุรกิจ ความสามารถในการสร้างกำไร และความยั่งยืน
สะท้อนถึงเอสเอ็มอีที่อ่อนแอทั้งปัจจุบัน ปานกลาง และระยะยาว เพราะไม่มีดัชนีใดที่ได้ผลระดับเกิน 50 จากทั้งหมด 100 เลย โดยการดูแลเอสเอ็มอีในระยะถัดไปจากภาวะที่ประเมิน
รัฐบาลควรดูแลเอสเอ็มอีขนาดจิ๋วและเล็ก แต่ต้องไม่ละเลยขนาดกลางและใหญ่ เพราะธุรกิจเอสเอ็มอีขนาดเล็กและจิ๋วมียอดขายที่ย่อลงมาก
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
สะท้อนถึงกำลังซื้อของประชาชนในระดับฐานรากหรือระดับรายได้ไม่สูง ที่เป็นลูกค้าไม่โดดเด่นมากนัก” นายธนวรรธน์ กล่าว นายธนวรรธน์กล่าวอีกว่า มีการสำรวจผู้เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส
จากจำนวน 600 ตัวอย่างทั่วประเทศ พบว่ามีความคุ้มค่าในการใช้มาตรการ กลุ่มร้านค้าขนาดกลางแม้ไม่ได้สิทธิร่วมโครงการแต่ไม่ได้เสียลูกค้าไปมากนัก
ส่วนร้านค้าขนาดเล็กที่มีร้านอื่นได้สิทธิแต่ตัวเองไม่ได้นั้น ร้านจะเสียลูกค้าไปบ้างเพียง 10% ทำให้ไทยช่วยไทยพลัสไม่ได้ทำร้ายระบบการดำเนินธุรกิจ หรือการตลาด ส่วนแรงหมุนของเศรษฐกิจ
กระแทกรอบแรกเป็นประโยชน์ทางตรง แต่หมุนรอบ 2 ในธุรกิจอื่นๆ ก…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ มติชน



