เปลือย "ข้อมูล" นายกฯ แล้ว ปชช.จะรอดหรือ?
อัปเดตเมื่อ: 7 สิงหาคม 2569 เวลา 01:06อ่าน 3 นาที

เป็นทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์ เรื่องข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลรถ เลขทะเบียน สีและรุ่น หลุดรั่วเผยแพร่สู่ภายนอก มิหนำซ้ำ นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
ระดับผู้นำประเทศที่ข้อมูลควรต้องได้รับการปกป้อง กลับแทบจะเปลือยล่อนจ้อน ทั้งบัตร หมายเลข 13 หลัก ที่อยู่ รถกี่คันที่เป็นเจ้าของ ไม่มีรอด
เป็นการเปิดประเด็นที่ทำให้คนรู้สึกหวาดหวั่นและสะพรึง จากทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านไอที นายธนรัตน์ เกื้อวัฒนาพันธุ์ ที่โพสต์ข้อความ ตำแหน่งใหญ่ในมหาดไทย ตั้งแต่ มท.1 ซึ่งหมายถึงนายอนุทิน
รายละเอียดเพิ่มเติม
และเป็นนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ ยังมีรัฐมนตรีช่วย มท. และข้าราชการประจำระดับสูงในกระทรวง ทั้งปลัดกระทรวง อธิบดีหลายคน ข้อมูลรั่วแบบยับ ๆ ระบุมีเหตุให้เชื่อได้ว่า รั่วไหลมาไม่น้อยกว่า
5 ปีแล้ว ก่อนแซะไปถึงเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และ PDPC Eagle Eye หรือศูนย์เฝ้าระวังการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ภายใต้คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคล หรือ
สคส. ต้องตื่นอยู่ในโลกความจริง ขณะที่ PDPA หรือกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ต้องศักดิ์สิทธิ์และบังคับใช้ได้จริง ไม่ต่างจากนายนิธิกร บุญยกุลเจริญ ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้าน
สถานการณ์ล่าสุด
โพสต์ข้อความระบุชัด ข้อมูลส่วนบุคคลจากกรมการขนส่งทางบก (PR.DLT.News) รั่วไหล มีเว็บไซต์ที่ไม่ใช่ของหน่วยงานรัฐ เปิดสาธารณะ ให้ค้นหาข้อมูลส่วนบุคคลจากทะเบียนรถ
หรือเอาเบอร์โทรศัพท์ไปค้นหารถในครอบครองได้ แม้แฮกเกอร์ จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และกฎหมาย PDPA แต่หน่วยงานต้องรีบแจ้งเหตุละเมิดต่อ PDPC
และแจ้งเตือนต่อประชาชนผู้เป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลให้ระมัดระวัง แต่จะระมัดระวังอย่างไร เพราะไม่ได้รั่วจากเจ้าของข้อมูลเอง ขนาดนายกฯ และคนระดับบิ๊ก ยังโดนล้วงข้อมูลได้
มุมมองและผลกระทบ
แล้วประชาชนทั่วไปจะมีอะไรเหลือ มีบางคนทดสอบแล้ว สามารถแฮกข้อมูลรถทุกคันที่นายกฯ มีชื่อเป็นเจ้าของได้อย่างครบถ้วน แต่ดูจากท่าทีของฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เสมือนแค่ส่งสัญญาณว่า เอาอยู่
แต่จะ "เอาอยู่" จริงหรือไม่ เป็นอีกประเด็นคำถาม เมื่อมีกระแสพุ่งเป้าว่ารั่วไหลจากกรมการขนส่งทางบก ที่เปิดช่องให้หน่วยงานต่าง ๆ เชื่อมต่อระบบข้อมูลได้ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ
รัฐมนตรีช่วยคมนาคม ยืนยันว่า ข้อมูลส่วนบุคคลที่ถูกเผยแพร่ เป็นข้อมูลพื้นฐาน ไม่สามารถนำไปทำธุรกรรมใด ๆ ได้ แต่ดูไม่สอดคล้องกับกูรูด้านไอที ที่กลับระบุว่า ข้อมูลที่รั่วออกมา
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
สามารถตัดต่อทำเป็นสำเนาบัตรประชาชนได้ เพราะมีครบทั้งเลข 13 หลัก ชื่อ-นามสกุล วันเดือนปีเกิด และที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน เมื่อมีสำเนาบัตรประชาชน ย่อมสามารถจะทำอะไรต่อได้
ยังไม่นับการเป็นสารตั้งต้น สำหรับล้วงหาข้อมูลรถและทรัพย์สิน ที่อาจนำไปสู่การก่ออาชญากรรมได้ นายสิริพงศ์ ระบุว่า ตรวจพบ IP ต้องสงสัยจาก 3 แหล่งแอคเคาท์ ประกอบด้วย
เทศกิจเขตบางกอกน้อย การทางพิเศษฯ และอีกหนึ่ง คือกองกำลังสิงหนาถ หน่วยเฉพาะกิจทางทหารของกองทัพ ก.คมนาคมจึงได้แจ้งไปยังตำรวจไซเบอร์ และระงับยูสเซอร์ของทั้ง 3
หน่วยงานเป็นการชั่วคราวแ…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ ไทยพีบีเอส



