‘หมอวรตม์’ ถอดรหัสความรุนแรง เตือน ‘ก็อปปี้แคต’ อย่าปล่อยสัญญาณเล็กๆ ให้กลายเป็นเหตุใหญ่
อัปเดตเมื่อ: 10 สิงหาคม 2569 เวลา 08:00อ่าน 3 นาที

‘หมอวรตม์’ ถอดรหัสความรุนแรง เตือน ‘ก็อปปี้แคต’ อย่าปล่อยสัญญาณเล็กๆ ให้กลายเป็นเหตุใหญ่ จากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสถานศึกษา
ประเด็นสำคัญ
ซึ่งสร้างความหวาดวิตกให้กับนักเรียน ผู้ปกครอง ครู และสังคมในวงกว้าง ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียงว่า “ผู้ก่อเหตุมีแรงจูงใจจากอะไร” หากแต่อยู่ที่การทำความเข้าใจว่า
เหตุใดคนบางคนจึงเลือกแสดงความทุกข์ ความโกรธ หรือความคับข้องใจออกมาเป็นพฤติกรรมรุนแรง และสังคมจะสามารถป้องกันเหตุซ้ำได้อย่างไร ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์
รายละเอียดเพิ่มเติม
โฆษกกรมสุขภาพจิตและกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า พฤติกรรมความรุนแรงที่สังคมมองเห็นเปรียบเสมือน “ยอดภูเขาน้ำแข็ง” เพราะสิ่งที่ปรากฏออกมาเป็นพฤติกรรมให้เห็นนั้น
เป็นเพียงส่วนที่โผล่พ้นน้ำ ขณะที่ภายใต้พฤติกรรมดังกล่าวอาจมีปัจจัยอีกจำนวนมากที่สั่งสมอยู่ก่อนหน้านั้น ทั้งประสบการณ์การถูกกลั่นแกล้ง การถูกทำร้ายร่างกายหรือจิตใจ ปัญหาความสัมพันธ์
ตลอดจนปัญหาสุขภาพจิตเดิมของบุคคลนั้น เมื่อเกิดความเครียด ความโกรธ หรือความเจ็บปวดทางอารมณ์ขึ้น แต่ไม่ได้รับการระบายหรือได้รับความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม
สถานการณ์ล่าสุด
ความรู้สึกเหล่านั้นอาจสะสมและหมุนเวียนอยู่ภายในตัวบุคคล ในบางคน พลังดังกล่าวอาจย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง เช่น เกิดภาวะซึมเศร้า มีพฤติกรรมทำร้ายตัวเอง หรือรุนแรงถึงขั้นพยายามฆ่าตัวตาย
ขณะที่อีกส่วนหนึ่งอาจระบายความรู้สึกออกไปภายนอก กลายเป็นความก้าวร้าว การทำร้ายผู้อื่น หรือพฤติกรรมรุนแรงในรูปแบบต่างๆ “ความรุนแรงที่เราเห็น
ไม่ได้บอกเราทั้งหมดว่าข้างใต้เกิดอะไรขึ้น เพราะสิ่งที่ปรากฏออกมาเป็นเพียงปลายทางของปัญหาที่อาจสะสมมานาน” ดร.นพ.วรตม์ กล่าว ดร.นพ.วรตม์ กล่าวว่า
มุมมองและผลกระทบ
การตอบสนองของแต่ละคนต่อประสบการณ์ความเครียดหรือความเจ็บปวดจึงแตกต่างกัน และไม่ได้หมายความว่าบุคคลหนึ่งจะสามารถเลือกได้อย่างมีสติว่าจะระบายออกมาในรูปแบบใด
เพราะกลไกทางอารมณ์และจิตใจมีปัจจัยเกี่ยวข้องหลายด้าน ไม่ใช่เด็กก่อเหตุรุนแรงมากกว่าผู้ใหญ่ แต่ “ภาพเด็ก” ทำให้สังคมตั้งคำถามมากกว่า สำหรับข้อสังเกตว่า
เหตุการณ์ความรุนแรงที่เป็นข่าวมักทำให้สังคมสนใจเป็นพิเศษเมื่อผู้ก่อเหตุเป็นเด็กหรือเยาวชน ดร.นพ.วรตม์ กล่าวว่า หากพิจารณาจากข้อมูลและสถิติ
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
เหตุการณ์กราดยิงไม่ได้เกิดจากเด็กเป็นส่วนใหญ่ แต่เหตุที่ผู้ก่อเหตุเป็นเด็กหรือเยาวชนมักกระตุ้นความสนใจของสังคมมากกว่า เพราะคนจำนวนมากไม่สามารถทำความเข้าใจได้ทันทีว่า
เหตุใดเด็กจึงเลือกตอบสนองต่อปัญหาด้วยความรุนแรงในระดับดังกล่าว เมื่อย้อนดูเหตุการณ์ความรุนแรงในอดีต จะพบว่ามีผู้ก่อเหตุที่เป็นผู้ใหญ่จำนวนมาก ทั้งเหตุการณ์ในพื้นที่สาธารณะ
ศูนย์เด็กเล็ก หรือห้างสรรพสินค้า แต่เมื่อเป็นเด็กก่อเหตุ สังคมมักตั้งคำถามมากเป็นพิเศษ เพราะความคาดหวังโดยทั่วไปมองว่าเด็กยังอยู่ในช่วงวัยที่ควรได้รับการดูแลและปกป้อง ดังนั้น
จึงไม่ควรสรุปจากเหตุการณ์ที่เป็นข่าวเพียงไม่กี่กรณีว่า เด็กมีแนวโน้มก่อเหตุรุนแรงมากกว่าผู้ใหญ่ สิ่งที่น่ากังวลกว่าแรงจ…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ มติชน



