‘ยูนิเซฟ’ สนับสนุนรัฐบาลยกระดับความปลอดภัยในโรงเรียน ชี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
อัปเดตเมื่อ: 17 สิงหาคม 2569 เวลา 17:52อ่าน 3 นาที

‘ยูนิเซฟ’ สนับสนุนรัฐบาลยกระดับความปลอดภัยในโรงเรียน ชี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
ยูนิเซฟชื่นชมความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการยกระดับความปลอดภัยในโรงเรียนให้เป็นวาระแห่งชาติ
พร้อมสนับสนุนการดำเนินงานเพื่อให้โรงเรียนและสถานที่เรียนรู้ทุกแห่งทั่วประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยอย่างแท้จริงสำหรับเด็กทุกคนในการเรียนรู้ มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น
รายละเอียดเพิ่มเติม
และเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ มาตรการที่รัฐบาลประกาศในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาสอดคล้องกับข้อค้นพบจากการประเมินความปลอดภัยในโรงเรียนตามกรอบ Safe To Learn
ซึ่งยูนิเซฟจัดทำร่วมกับประเทศไทยในช่วงปี 2567–2568 โดยความมุ่งมั่นของรัฐบาลในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดกฎหมาย นโยบาย และมาตราการที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว
ไม่ว่าจะเป็นมาตรการห้ามลงโทษเด็กด้วยความรุนแรง และพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก
สถานการณ์ล่าสุด
พร้อมทั้งทำให้ผลักดันให้มาตรการเหล่านี้เกิดผลในการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและครอบคลุมเด็กทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน รายงานการประเมินตามกรอบ Safe to Learn
ของยูนิเซฟจัดทำขึ้นจากการศึกษากฎหมาย ระเบียบ คู่มือ และเอกสารวิชาการกว่า 100 ฉบับ รวมถึงการหารือกับครูและเจ้าหน้าที่ด้านการศึกษา 54 คน และนักเรียน 90 คนจากทั่วประเทศ
ตลอดจนการประชุมเชิงปฏิบัติการระดับประเทศร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงยุติธรรม โดยมีโรงเรียน ภาคประชาสังคม
มุมมองและผลกระทบ
และตัวแทนเยาวชนเข้ามามีส่วนสำคัญในการให้ข้อมูลและร่วมกำหนดประเด็นต่าง ๆ ในรายงาน ผลการประเมินพบว่า ประเทศไทยมีพื้นฐานที่สำคัญอยู่แล้ว ทั้งในด้านนโยบาย ระบบ และมาตรการต่าง ๆ
เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับเด็กในโรงเรียน แต่การนำสิ่งเหล่านี้ไปปฏิบัติยังไม่สม่ำเสมอและต่อเนื่อง และยังไม่สามารถเข้าถึงเด็กทุกคนได้อย่างเท่าเทียมกัน
“เด็กทุกคนไม่ควรต้องหวาดกลัวกับการไปโรงเรียน” นายเคน เลกินส์ ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าว
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
“ยูนิเซฟยินดีต่อความมุ่งมั่นอย่างชัดเจนของรัฐบาลในการยกระดับความปลอดภัยในโรงเรียนให้เป็นวาระแห่งชาติ
การทำให้เด็กปลอดภัยในโรงเรียนหมายถึงการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกลั่นแกล้งและความรุนแรงตั้งแต่เนิ่น ๆ ก่อนที่จะบานปลาย ขณะเดียวกัน เด็กที่กำลังเผชิญความเครียดหรือปัญหาต่าง ๆ
ต้องได้รับการสังเกตเห็นและช่วยเหลืออย่างเหมาะสม เด็กต้องรู้ว่าจะหันไปหาใครเมื่อเกิดปัญหา และโรงเรียนต้องมีบุคลากร ทักษะ และทรัพยากรที่เพียงพอในการรับมือกับเหตุฉุกเฉิน
ซึ่งโรงเรียนไม่สามารถทำเรื่องนี้ได้เพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคการศึกษา การคุ้มครองเด็ก สาธารณสุข หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย บริการสังคม พ่อแม่ผู้ปกครอง และชุมชน”
“เด็กและเยาวชนรู้จักโรงเรียนของพวกเขาดีที่สุด เพราะพวกเขาได้สัมผัสกับสิ่งที่ทำให้รู้สึกปลอดภัยหรือไม่ปลอดภัยในทุกวัน การรับฟังเสียงของเด็กจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นสิ่งจำเป็น
โรงเรียนที่ปลอดภัยคือโรงเรียนที่เด็กทุกคนได้รับการคุ้มครอง ได้รับการดูแลและสนับสน…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ มติชน



