ลูกสาวเจ้าของที่ดินเปิดใจ ยันพ่อมีเจตนาสร้างวัดให้จริง แต่ไม่ได้ยกที่ดินให้
อัปเดตเมื่อ: 13 สิงหาคม 2569 เวลา 13:13อ่าน 3 นาที

ลูกสาวเจ้าของที่ดินเปิดใจ ยันพ่อมีเจตนาสร้างวัดให้จริง แต่ไม่ได้ยกที่ดินให้ อ้างเมื่อพ่อเสียชีวิต ทุกอย่างถือเป็นโมฆะ เพราะไม่ได้มีการสร้างวัด
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
จากประเด็นร้อนเมื่อทายาทเจ้าของที่ดินออกมาเรียกร้องสิทธิบนที่ดินของวัดป่าอดุลยาราม อ.เมือง จ.ขอนแก่น พื้นที่ 21 ไร่ หลังนายเฮียงบริจาคให้วัดเมื่อปี 2533
แต่ทายาทออกมาระบุยังไม่มีการโอนที่ดินอย่างเป็นทางการ จนเรื่องไปถึงชั้นศาล เมื่อฝ่ายทายาทฟ้องร้องวัด แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง ก่อนต่อมามีกลุ่มชายฉกรรจ์กว่า 30-40
รายละเอียดเพิ่มเติม
คนนั่งรถตู้นำท่อปูนมาขวางทางเข้าออกวัด ตามที่เคยเสนอข่าวไปแล้วนั้น สำหรับความคืบหน้า วันที่ 13 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ไปยังบ้านของ นางบัวเรียน (สงวนนามสกุล) หรือ แม่ตุ๋ย
ลูกสาวคนที่ 3 ของนายเฮียงและนางน้อยโดยเป็นผู้ยื่นฟ้องร่วมกับแม่ จากการพูดคุยสอบถามนางบัวเรียน ถึง ที่มาที่ไปในการมอบที่ดินสร้างวัด จนกลายเป็นข้อพิพาทจนถึงปัจจุบันนี้
นางบัวเรียนเล่าว่า พ่อเป็นผู้ใหญ่บ้านและขายที่ดิน โดยที่ดินตรงที่เป็นข้อพิพาทนั้น เนื้อที่ทั้งหมดจริงๆ ของพ่อมีทั้งหมด 42 ไร่ แบ่งให้มหาวิทยาลัยขอนแก่น 10 ไร่ ในส่วนที่ดินวัดนั้น
สถานการณ์ล่าสุด
21 ไร่เศษ พื้นที่หัวไร่ปลายนาอีก 5-6 ไร่ บริเวณนี้เป็นป่าหมด มีแม่ชีมาสร้างกุฏิตรงบริเวณพื้นที่ 5 ไร่ และก็มีพระมาทำเตาฟืน พ่อจึงสงสารซื้อกุฏิมาตั้ง 1 หลัง
ก่อนจะเกิดความเลื่อมใสศรัทธามาเรื่อยๆ จนมีเจตนารมณ์จะสร้างวัดในพื้นที่ตรงนี้ แต่ไม่ได้ยกที่ดินให้ใครคนใดคนหนึ่ง นางบัวเรียนเล่าว่า
กระทั่งพ่อสามารถดำเนินการเปลี่ยนเอกสารครอบครองสิทธิ ส.ค.1 เป็นโฉนดได้ และในวันที่ร่วมทอดถวายผ้าป่านั้น พ่อนำเงินผ้าป่าไปถวายอดีตเจ้าอาวาส ซึ่งสมัยนั้นเรียกว่าเจ้าสำนัก
มุมมองและผลกระทบ
พร้อมนำโฉนดที่ดินไปโชว์ เพื่อให้ชาวบ้านได้รู้ว่าพ่อเฮียงมีเจตนารมณ์จะสร้างวัด โดยใช้ที่ดินผืนในโฉนดที่นำมาโชว์นี้ แต่ไม่ได้ให้ ปรากฏว่าวัดนำไปติดฝาผนังเอาไว้
เพื่อเหมือนประกาศให้ชาวบ้านได้รู้ว่าที่แห่งนี้จะสร้างวัดขึ้น จนกระทั่งมีขบวนการที่อยากได้ที่ดินผืนนี้เข้ามาอยู่เบื้องหลัง พยายามจะฮุบเอาที่ให้หมด กลายเป็นข้อพิพาทกันถึงปัจจุบันนี้
นางบัวเรียนเล่าว่า ตนในฐานะรุ่นลูกยอมแพ้ไปแล้ว เพราะไม่มีเงินมีทองสู้ต่อ เราเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดาจนๆ และต่อมามีน้องดา ซึ่งเป็นหลานสาว เป็นหลานทางแม่น้อย โดยน้องดาไปอยู่ที่กรุงเทพฯ
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
และแต่งงานมีสามีอยู่ที่กรุงเทพฯ เป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ จึงมีความรู้ในเรื่องนี้ อาสาเข้ามาดำเนินการต่อ ซึ่งตนไม่มีกำลังจะสู้ต่อแล้ว ยอมแพ้แล้ว
จึงมอบทั้งหมดให้น้องดาเป็นผู้ดำเนินการเพียงผู้เดียว เพราะมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นอย่างดี ญาติพี่น้องทุกคนจึงไว้ใจให้น้องดา ซึ่งเป็นหลานดำเนินการต่อเป็นรุ่นต่อไป
นางบัวเรียนบอกอีกว่า หลังคุณพ่อเสียชีวิต ทุกคนก็เข้าใจว่าทุกอย่างถือเป็นโมฆะ เพราะไม่ได้มีการสร้างวัด ไม่ได้สร้างเสนาสนะ จึงเป็นข้อพิพาทขึ้นเข้าสู่กระบวนการในชั้นศาล
เดิมทีครอบครัวคุยกันเอาไว้ว่าพ่อเสียชีวิตไปแล้ว ที่ดินตรงนี้อย…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ มติชน



