นักวิชาการชี้ไทยต้องขีดเส้นให้ชัดเปิดสัมพันธ์เมียนมา
อัปเดตเมื่อ: 9 สิงหาคม 2569 เวลา 13:40อ่าน 3 นาที

นักวิชาการธรรมศาสตร์ วิเคราะห์กรณีไทยต้อนรับ “มิน ออง ล่าย – เปิดสัมพันธ์เมียนมา” ชี้ เป็นเกมวัดใจที่หลักประกันไม่แข็งแรง เหตุ “หลายปัญหาที่ไทยเสนอไปยากจะได้รับการแก้ไข”
ประเด็นสำคัญ
รวมถึงต้องรับคำวิจารณ์หนัก เพราะทางพฤตินัยถือเป็นการให้ความชอบธรรมรัฐบาลทหารเมียนมา แนะรัฐบาลขีดเส้นให้ชัดเป็นมิตรได้ถึงจุดไหน ไม่ใช่ให้ขึ้นอยู่กับเมียนมาฝ่ายเดียว 9 สิงหาคม 2569
– รศ.ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ บริพัตร อาจารย์ประจำสาขาวิชาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การที่ไทยมีปฏิสัมพันธ์กับรัฐบาลทหารเมียนมาในครั้งนี้
รายละเอียดเพิ่มเติม
เหมือนเป็นเกมวัดใจ บนหลักประกันที่ยังไม่แข็งแรง เพราะการดำเนินนโยบายลักษณะนี้ของไทยเป็นไปเพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ และส่งสัญญาณบอกรัฐบาลเมียนมาว่าไทยเป็นมิตร พึ่งพาได้
และไม่หักหลัง รวมถึงพิสูจน์ให้เห็นถึงความพร้อมที่จะเป็นมิตรในทุกมิติ ผ่านการแบกรับข้อวิจารณ์ หรือความเสี่ยงที่เกิดขึ้นทั้งภายใน และภายนอกประเทศไทยเอง ดังนั้น
รัฐบาลเมียนมาเองก็ต้องพิสูจน์ว่าหลังจากนี้จะสามารถดำเนินการได้ตามที่ไทยมุ่งหวังหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ไทยจะคาดหวังการดำเนินงานของรัฐบาลทหารเมียนมาได้มากน้อยขนาดไหน
สถานการณ์ล่าสุด
ซึ่งถ้าดูจากพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ และความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศก็ถือว่าเป็นเรื่องยาก และไม่ใช่เรื่องที่จะแก้ไขได้เร็ว ไม่ว่าจะเป็นการเปิดให้เมียนมาเข้าไปในอาเซียน
หรือกระบวนการสันติภาพที่จะเกิดขึ้น เพราะที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าการเมืองเมียนมามีการควบคุมตัวเองมาโดยตลอด
และปัจจัยภายนอกแทบจะไม่มีผลกับการขับเคลื่อนกระบวนการทางการเมืองภายในเมียนมาเลย ขณะที่ประเด็นปัญหาต่างๆ ที่ส่งผลกระทบมายังไทย ซึ่งมีการหยิบยกมาหารือด้วยนั้น
มุมมองและผลกระทบ
ส่วนตัวมองว่าประเด็นเรื่องการจัดการปัญหาสแกมเมอร์น่าจะช่วยแก้ไขกันได้ เพราะมีความร่วมมือมาอยู่แล้ว และเมียนมาเองก็ได้รับผลกระทบเหมือนกัน หรือเรื่องการค้าชายแดนก็คิดว่าพอไปได้
เนื่องจากเมื่อมีข้อตกลงระหว่างกันมากขึ้นก็เห็นถึงแรงสนับสนุนจากภาคเอกชนของไทยที่พยายามจะให้มีการฟื้นฟูความสัมพันธ์ แต่ถ้าเป็นเรื่องความรุนแรง หรือปัญหามลพิษและสิ่งแวดล้อมข้ามชายแดน
คงจะคาดหวังไม่ได้ว่าสิ่งเหล่านี้จะได้รับการแก้ไขในเร็ววัน จากการมีเงื่อนไขหลายส่วน เช่น ชนกลุ่มน้อยที่ถ้ากระบวนการสันติภาพไม่เริ่มเกิดขึ้น การแก้ไขก็น่าจะทำได้โดยไม่มีประสิทธิภาพ
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
ทว่า หากมองเรื่องจังหวะเวลา ก็ถือเป็นช่วงจังหวะเวลาที่ดีของไทยในการจะมีปฏิสัมพันธ์กับเมียนมา เนื่องด้วยเหตุผล 2 ประการ ได้แก่ 1. ประเทศไทยกำลังจะเป็นประธานและเจ้าภาพอาเซียน ในปี
พ.ศ. 2571 ซึ่งระหว่างนี้หากสามารถช่วยประสานงานในเรื่องสันติภาพ และทำให้เมียนมาเข้าสู่อาเซียนเต็มตัวอีกครั้งได้ ก็น่าจะส่งผลดีให้กับไทย และ 2. นายมิน ออง หล่าย
เพิ่งได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ถึงแม้จะยังไม่มีความชอบธรรม 100% แต่ก็มีการแสดงให้เห็นว่ายังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศมหาอำนาจอีก 2 ประเทศ คือ…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ ไทยโพสต์



