รมว.ยุติธรรม รับระเบียบลดโทษมีช่องโหว่ สั่งรื้อเกณฑ์ใหม่ทั้งระบบ ล้อมคอกซ้ำรอยคดี เล่าต๋า
อัปเดตเมื่อ: 20 สิงหาคม 2569 เวลา 18:04อ่าน 3 นาที

วันนี้(20 สิงหาคม ) พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรม เป็นประธานการประชุมคณะทำงานทบทวนและพัฒนาประสิทธิภาพการบังคับโทษทางอาญา
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
และทบทวนมาตรการป้องกันการกระทำผิดซ้ำ ครั้งที่ 1/2569 ซึ่งผลการสรุปจากการประชุมในวันนี้ จะถูกนำไปรายงานต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อเตรียมเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)
เพื่อหารือถึงแนวทางแก้ไขปัญหาในระยะยาวต่อไป พล.ต.ท. รุทธพล เปิดเผยว่า การประชุมในวันนี้มุ่งเน้นไปที่ 2 วาระสำคัญ ได้แก่ การพิจารณาหลักเกณฑ์การอภัยโทษ
รายละเอียดเพิ่มเติม
ซึ่งมอบหมายให้กรมราชทัณฑ์เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก และมาตรการป้องกันการกระทำผิดซ้ำ ซึ่งอยู่ในความดูแลของกรมคุมประพฤติ สำหรับการพิจารณาหลักเกณฑ์การลดโทษนั้น ที่ประชุมเห็นพ้องว่า
จะต้องมีการทบทวนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดข้อครหาหรือผลกระทบในลักษณะเดียวกับกรณีของ เล่าต๋า แสนลี่ โดยหลังจากนี้จะต้องมีการกำหนดสัดส่วนให้ชัดเจนว่า
ผู้ต้องขังแต่ละประเภทที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว จะต้องรับโทษจริงในเรือนจำไม่น้อยกว่าเท่าใด และหากเข้าเกณฑ์ได้รับการลดโทษ จะต้องเหลือโทษขั้นต่ำสุดเท่าใด
สถานการณ์ล่าสุด
รวมไปถึงกรณีนักโทษเด็ดขาดที่ต้องโทษประหารชีวิต หากได้รับการลดโทษจะต้องเหลือโทษจำคุกไม่น้อยกว่าเท่าใด ซึ่งรายละเอียดเชิงลึกเหล่านี้ คณะทำงานย่อยจะนำไปพิจารณาอีกครั้งในวันที่ 24
สิงหาคมนี้ เพื่อให้ได้หลักเกณฑ์ที่มีความรัดกุมมากยิ่งขึ้น พล.ต.ท. รุทธพล ยอมรับว่า การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ในช่วงที่ผ่านมา
ถือว่าเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างถูกต้อง ไม่พบความบกพร่องหรือการทุจริตต่อหน้าที่ แต่ปัญหาที่แท้จริงเกิดจาก ระเบียบ ที่บังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2563 ซึ่งอาจมีช่องโหว่
มุมมองและผลกระทบ
จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องนำกลับมาสังคายนาใหม่ โดยจะพิจารณาหลักเกณฑ์ในทุกมิติ รวมถึงปัจจัยเรื่อง อายุ ของผู้ต้องขังที่เป็นหนึ่งในเงื่อนไขทำให้ได้รับการลดโทษมากกว่าปกติ
ส่วนกรณีที่มีข้อสงสัยว่า นักโทษบางรายถูกดำเนินคดีในลักษณะเดียวกัน แต่กลับไม่ได้รับการลดโทษในระดับที่เทียบเท่ากับกรณีของเล่าต๋านั้น พล.ต.ท. รุทธพล ชี้แจงว่า
ไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้ทั้งหมดแม้จะอยู่ภายใต้กฎหมายฉบับเดียวกัน เนื่องจากต้องยึดตามระเบียบที่บังคับใช้ในห้วงเวลานั้นๆ อย่างกรณีของเล่าต๋า ขณะถูกจับกุมมีอายุมากกว่า 70 ปี
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
จึงเข้าเกณฑ์ผู้ต้องขังสูงอายุที่ได้รับสิทธิลดโทษตามระเบียบ ขณะที่ผู้ต้องขังรายอื่นอาจก่อเหตุในช่วงอายุที่ไม่เข้าเกณฑ์ จึงขอยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้ใช้ดุลพินิจโดยปราศจากมาตรฐาน
เล็งเทียบกฎหมายต่างประเทศ จัดการคดีฉ้อโกงประชาชน นอกจากนี้ ในที่ประชุมยังได้หารือถึงการนำอัตราโทษและกฎหมายของต่างประเทศมาศึกษาเปรียบเทียบ
เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาปรับปรุงหลักเกณฑ์ของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคดีที่สร้างความเสียหายต่อประชาชนในวงกว้าง เช่น คดีฉ้อโกง ซึ่งที่ผ่านมามักพบปัญหาว่า
ผู้เสียหายไม่ได้รับการเยียวยาจากผู้กระทำความผิด รวมไปถึงกรณีที่ผู้ต้องขังก่อเหตุความผิดต่อ…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ เดอะสแตนดาร์ด



