ข้ามไปยังเนื้อหา

ทวีเสนอ กกต. ยึดหลัก “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” เพียงพอแล้วในการส่งสำนวนคดีฮั้ว สว. ให้ศาลฎีกา

อัปเดตเมื่อ: 30 กรกฎาคม 2569 เวลา 15:19อ่าน 3 นาที

ทวีเสนอ กกต. ยึดหลัก “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” เพียงพอแล้วในการส่งสำนวนคดีฮั้ว สว. ให้ศาลฎีกา
แชร์ข่าวนี้

พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชาติ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เผยแพร่ข้อความระบุถึงความคืบหน้าของคดีฮั้ว สว.

ประเด็นสำคัญ

ซึ่งอยู่ระหว่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณาสำนวนคดีว่าจะส่งให้ศาลฎีกาหรือไม่ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 พ.ต.อ.

ทวีชี้ว่า การตัดสินใจของ กกต. ในครั้งนี้มิได้มีผลเฉพาะต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องเท่านั้น หากยังเป็นบททดสอบสำคัญของหลักนิติธรรม ความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระ

รายละเอียดเพิ่มเติม

และความศรัทธาของประชาชนต่อหลักนิติธรรมของประเทศ ซึ่งการพิจารณาทางกฎหมายมหาชนและประสบการณ์ส่วนตัวจากคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญ (คำวินิจฉัยที่ 1/2569) มีข้อเสนอ ดังนี้ กกต.

เป็นองค์กรอิสระตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคสอง และมาตรา 215 กำหนดให้องค์กรอิสระต้องปฏิบัติหน้าที่ภายใต้หลักนิติธรรม ด้วยความสุจริต เที่ยงธรรม กล้าหาญ และปราศจากอคติ ความเป็น

‘องค์กรอิสระ’ จึงมิใช่อำนาจที่จะใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ หรือเบี่ยงเบนการบังคับใช้กฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์แก่บุคคลใด หากแต่หมายถึงความเป็นอิสระจากการครอบงำทางการเมือง

สถานการณ์ล่าสุด

ความสัมพันธ์ส่วนตัว และผลประโยชน์ทับซ้อน เพื่อรักษาประโยชน์สาธารณะและความยุติธรรมของบ้านเมือง สิ่งที่สร้างความกังวลแก่สังคม คือข้อเท็จจริงตามลำดับเวลาที่ปรากฏว่า ขณะที่ สว. 138 คน

กำลังถูกไต่สวนในคดีทุจริตการเลือกตั้ง วุฒิสภาชุดเดียวกันกลับเป็นผู้ลงมติให้ความเห็นชอบกรรมการ กกต. จำนวน 5 ใน 7 คน เข้าดำรงตำแหน่ง ได้แก่ ฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ แม้ครบวาระแล้ว

แต่เมื่อวุฒิสภาไม่เห็นชอบผู้ได้รับการสรรหาใหม่ จึงยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไป กรรมการ กกต. อีก 4 คน ประกอบด้วย ณรงค์ กลั่นวารินทร์, อนันต์ สุวรรณรัตน์, ณรงค์ รักร้อย และ จิรุตม์

มุมมองและผลกระทบ

วิศาลจิตร ต่างได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาชุดปัจจุบัน ข้อเท็จจริงดังกล่าวย่อมทำให้วิญญูชนตั้งคำถามได้ว่า การพิจารณาคดีที่มีผู้ถูกกล่าวหาซึ่งเคยมีบทบาทในการลงมติให้ความเห็นชอบกรรมการ

กกต. จะสามารถดำเนินไปโดยปราศจากอคติหรือความผูกพันทางใจได้เพียงใด แม้ไม่มีการกระทำที่ไม่ชอบเกิดขึ้นก็ตาม

ความเชื่อมั่นของสาธารณชนย่อมได้รับผลกระทบจากภาพแห่งความขัดกันของผลประโยชน์ดังกล่าว พฤติการณ์ที่เป็นข้อกังขาของสังคมที่เป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ตอบแทนบุญคุณมากกว่าความถูกต้อง

ข้อมูลจากแหล่งข่าว

และการเอื้อประโยชน์เปิดประตูให้ทำการทุจริต อาทิ ระเบียบ กกต. ข้อ 122 ที่กำหนดให้ใช้หมายเลขผู้สมัครเดียวกันทั้งรอบเช้าและรอบบ่าย

ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจเปิดช่องให้เกิดการลงคะแนนแบบจัดตั้งหรือ ‘โหวตล็อก’ อันกระทบต่อหลักการลงคะแนนลับตามมาตรา 33 ขบวนการบล็อก หรือให้ลงคะแนนตามโพย

จนผลการเลือกตั้งมีลักษณะผิดธรรมชาติ แต่เลือกตามโพย โดยผู้ได้รับเลือกเป็น สว. 138 คน มีคะแนนกระจุกตัวอยู่ในช่วงประมาณ 50–79 คะแนน ขณะที่ผู้สมัครอีกจำนวนมากมีคะแนนอยู่เพียงประมาณ

20–28 คะแนน การแต่งตั้งอนุกรรมการชุดที่ 36 มาพิจารณายกคำร้อง ทั้งที่อนุกรรมการชุด…

อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ เดอะสแตนดาร์ด

ถ้าชอบข่าวนี้ ช่วยแชร์ให้เพื่อนอ่านด้วย
แหล่งข่าว: เดอะสแตนดาร์ด · ทวีเสนอ กกต. ยึดหลัก “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” เพียงพอแล้วในการส่งสำนวนคดีฮั้ว สว. ให้ศาลฎีกา
เลื่อนลงเพื่ออ่านข่าวถัดไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง