นักเศรษฐศาสตร์เตือนปมคุณสมบัติ ‘หมอสรณ’ อาจทำให้คนเก่งไม่กล้าเข้ามาทำงานเพื่อประเทศ
อัปเดตเมื่อ: 11 สิงหาคม 2569 เวลา 12:49อ่าน 3 นาที

นักเศรษฐศาสตร์ชี้ ตัดสิน ‘หมอสรณ’ กำลังใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา หรือผลประโยชน์ทับซ้อน อาจทำให้คนเก่งรู้สึก เข้ามาทำงานเพื่อประเทศมีความเสี่ยงสูงต่อชื่อเสียงและวิชาชีพ
ประเด็นสำคัญ
ทำให้คนไม่เข้ามาตั้งแต่ต้น จนประเทศเสียโอกาส เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม รศ.ดร.สุชาติ ไตรภพสกุล นักวิชาการและอาจารย์ประจำคณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและการบริหารกิจการ (BUSEM)
มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ ธุรกิจ และระเบียบวิธีวิจัยทางธุรกิจ กล่าวถึงกรณีคุณสมบัติของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ว่า
รายละเอียดเพิ่มเติม
สังคมควรพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบด้าน ไม่ควรมองเฉพาะข้อกล่าวหาหรือข้อถกเถียงทางกฎหมายเพียงด้านเดียว แต่ควรถามถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นด้วย
ซึ่งก่อนที่สังคมจะตัดสินว่า นพ.สรณ ผิดหรือถูก ควรแยกให้ออกระหว่าง การตรวจสอบตามกฎหมาย กับ การตัดสินบุคคลในทางสังคม เพราะแม้ผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะจำเป็นต้องถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น
แต่หากข้อกฎหมายยังมีความเห็นที่แตกต่างกัน ก็ควรเปิดพื้นที่ให้ข้อเท็จจริงและกระบวนการยุติธรรมทำหน้าที่อย่างเต็มที่ก่อน รศ.ดร.สุชาติ กล่าวต่อว่า
สถานการณ์ล่าสุด
กฎหมายที่กำหนดลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่ง กสทช. มีเจตนาเพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน ป้องกันการถูกครอบงำจากหน่วยงานรัฐหรือภาคธุรกิจ และสร้างความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่
ดังนั้น เวลานำกฎหมายมาปรับใช้กับข้อเท็จจริง ก็ควรพิจารณาด้วยว่าสิ่งที่เกิดขึ้นสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่กฎหมายต้องการป้องกันจริงหรือไม่ มีการตั้งคำถามว่า การรักษาคนไข้
สร้างผลประโยชน์ทับซ้อนกับ กสทช. ตรงไหน ซึ่งข้อพิพาทที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาในกรณี นพ.สรณ ไม่ได้เป็นเรื่องการถือหุ้นในกิจการโทรคมนาคม
มุมมองและผลกระทบ
ไม่ได้เป็นข้อกล่าวหาเรื่องการรับผลประโยชน์จากผู้ประกอบการที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กสทช.หรือการใช้อำนาจในตำแหน่งเพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว รศ.ดร.สุชาติ กล่าวว่า จากข้อมูลที่
นพ.สรณ เปิดเผยต่อสาธารณะ ระบุว่า ภายหลังวันที่ 8 มกราคม 2565 ได้สิ้นสุดสถานะการเป็นพนักงานโรงพยาบาลรามาธิบดีแล้ว
ส่วนการตรวจรักษาผู้ป่วยในช่วงก่อนเข้ารับตำแหน่งเป็นการทำหน้าที่ในฐานะแพทย์นอกเวลา ได้รับค่าตอบแทนเฉพาะครั้งที่ปฏิบัติงาน และไม่ได้รับเงินเดือนหรือค่าตอบแทนประจำในฐานะพนักงานรัฐ
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
และภายหลังได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นประธาน กสทช. ตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2565 ข้อมูลที่เปิดเผยระบุว่า การทำหน้าที่ทางการแพทย์ที่ยังคงมีอยู่เป็นลักษณะแพทย์จิตอาสา
และไม่ได้รับค่าตอบแทนจากโรงพยาบาล “ประเด็นนี้จึงควรถูกแยกออกเป็น 2 ส่วนอย่างชัดเจน คือ สถานะทางกฎหมายของแพทย์รายชั่วโมงว่าเข้าข่าย ลูกจ้างของหน่วยงานรัฐ ตามกฎหมายหรือไม่
ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องให้กระบวนการทางกฎหมายวินิจฉัย และการทำหน้าที่รักษาผู้ป่วยดังกล่าวก่อให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนกับการทำหน้าที่ กสทช. หรือไม่ สองเรื่องนี้ไม่ควรถูกนำมาปะปนกัน
การมีข้อถกเถียงทางกฎหมายเรื่องสถานะของแพทย์รายชั่วโมง ไม่ค…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ มติชน



