‘ลลิดา’ โต้ ‘รักชนก’ ปมงบน้ำบาดาล ชี้พื้นที่ ปชน.ได้วงเงินเฉลี่ยสูงสุด
อัปเดตเมื่อ: 6 สิงหาคม 2569 เวลา 20:07อ่าน 3 นาที

รองโฆษกรัฐบาลชี้จำนวนโครงการสะท้อนจำนวน สส.และเขตเลือกตั้ง ไม่ใช่การจัดสรรตามพรรค ระบุฝ่ายค้านได้รับงบจำนวนมาก ขณะที่พื้นที่พรรคประชาชนมีวงเงินเฉลี่ยต่อแห่งสูงสุด 6 สิงหาคม 2569 -
ประเด็นสำคัญ
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนางสาวรักชนก ศรีนอก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน
ตั้งข้อสังเกตว่าโครงการพัฒนาน้ำบาดาลเพื่อความมั่นคงระดับชุมชน จำนวน 858 แห่ง วงเงิน 6,541.98 ล้านบาท กระจุกตัวอยู่ในเขตเลือกตั้งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคภูมิใจไทย ว่า
รายละเอียดเพิ่มเติม
รัฐบาลเคารพบทบาทของฝ่ายค้านในการตรวจสอบ แต่ขอให้พิจารณาข้อมูลอย่างครบถ้วน
เนื่องจากตัวเลขดังกล่าวสามารถอธิบายได้ด้วยจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและจำนวนเขตพื้นที่ที่แต่ละพรรคชนะการเลือกตั้ง ไม่ใช่หลักฐานว่ามีการจัดสรรงบประมาณตามสังกัดพรรคการเมือง
รองโฆษกรัฐบาลกล่าวว่า ข้อเท็จจริงประการแรกคือ จำนวนโครงการที่ปรากฏอยู่ในพื้นที่ของพรรคภูมิใจไทยเพิ่มขึ้นในอัตราใกล้เคียงกับจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตที่เพิ่มขึ้น
สถานการณ์ล่าสุด
โดยพรรคภูมิใจไทยมี สส.แบบแบ่งเขตเพิ่มจาก 68 คนในปี 2566 เป็น 172 คนในปี 2569 หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 2.53 เท่า ขณะที่จำนวนโครงการชุดเดิมที่ตกอยู่ในเขตของพรรคเพิ่มจาก 201 แห่ง เป็น 487
แห่ง หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 2.42 เท่า “เมื่อพรรคการเมืองหนึ่งชนะเลือกตั้งในพื้นที่เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าครึ่ง
จำนวนโครงการเดิมที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เหล่านั้นย่อมเพิ่มขึ้นในสัดส่วนใกล้เคียงกันตามธรรมชาติ จึงไม่จำเป็นต้องใช้สมมติฐานเรื่องการจัดสรรงบประมาณเพื่อเอื้อประโยชน์ทางการเมืองมาอธิบาย”
มุมมองและผลกระทบ
รองโฆษกรัฐบาลกล่าว นางสาวลลิดากล่าวว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวเห็นได้ชัดยิ่งขึ้นเมื่อพิจารณาว่า โครงการทั้ง 858 แห่งเป็นโครงการชุดเดิม วงเงินเดิม และพิกัดเดิมทุกแห่ง
แต่เมื่อนำไปวางบนแผนที่เขตเลือกตั้งปี 2566 กลับพบว่าพรรคเพื่อไทยมีโครงการอยู่ในพื้นที่มากที่สุด 257 แห่ง ขณะที่พรรคภูมิใจไทยอยู่อันดับสองที่ 201 แห่ง
“บ่อบาดาลไม่ได้ย้ายตำแหน่งแม้แต่แห่งเดียว สิ่งที่เปลี่ยนคือเส้นเขตเลือกตั้งและผู้ชนะในแต่ละเขต ดังนั้น ตัวเลขที่ได้จากการจำแนกโครงการตามพรรคของผู้ชนะเลือกตั้ง
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
จึงสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของแผนที่การเมือง มากกว่าจะสะท้อนเจตนาในการจัดสรรงบประมาณ” รองโฆษกรัฐบาลกล่าว รองโฆษกรัฐบาลกล่าวต่อว่า ข้อเท็จจริงประการที่สองคือ
พรรคการเมืองฝ่ายค้านได้รับการจัดสรรโครงการเป็นจำนวนมากเช่นเดียวกัน โดยพรรคกล้าธรรมซึ่งเป็นฝ่ายค้านได้รับโครงการ 142 แห่ง วงเงินประมาณ 1,090.84 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 16.6
ของโครงการทั้งหมด มากเป็นอันดับสาม เมื่อคำนวณจำนวนโครงการต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหนึ่งคน พรรคกล้าธรรมได้รับเฉลี่ย 2.45 แห่งต่อคน ใกล้เคียงกับพรรคภูมิใจไทยที่ได้รับ 2.52 แห่งต่อคน
และสูงกว่าพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลที่ได้รับเฉลี่ย 2.04 แห่งต่อคน “หากการจัดสรรโครงการเป็นการตอบแทนพรรคร่วมรัฐบาลตามที่มีการตั้งข้อสังเกต ก็ย่อมต้องอธิ…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ ไทยโพสต์



