ผู้นำรัฐบาลเมียนมา "มิน ออง ไลง์" คาดหวังอะไรจากการเยือนไทย ?
อัปเดตเมื่อ: 7 สิงหาคม 2569 เวลา 03:24อ่าน 3 นาที

การเดินทางเยือนไทยของ "มิน ออง ไลง์" ถูกจับตามองจากทั่วโลก หลังจากไทยเป็นตัวกลางสำคัญที่เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลชุดใหม่ของเมียนมาและอาเซียน "ไทย" เป็นประเทศที่ 4 ที่
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
พล.อ.อาวุโสมิน ออง ไลง์ เลือกเดินทางเยือนอย่างเป็นทางการ นับตั้งแต่นั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีเมียนมา เมื่อเดือน เม.ย.2569 หากประเมินจากท่าทีของไทยตลอดช่วง 5 ปี หลังรัฐประหารในเมียนมา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะหลังๆ ไทยมีบทบาทสำคัญในการพาเมียนมากลับสู่เวทีโลก ขณะที่วันนี้ (6 ส.ค.2569) บรรยากาศการพบกันเป็นครั้งแรกของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล กับผู้นำเมียนมา
รายละเอียดเพิ่มเติม
เป็นไปอย่างชื่นมื่น ซึ่งการเยือนในครั้งนี้ตอกย้ำถึงภาพลักษณ์ใหม่ของมิน ออง ไลง์ ในฐานะผู้นำรัฐบาลพลเรือน แม้ว่าการเลือกตั้งที่จัดขึ้นในเดือน ธ.ค.2568 - ม.ค.2569
จะไม่ได้รับการยอมรับจากหลายประเทศและเป็นที่กังขาจากทั่วโลก ด้านหนึ่ง อาจมองได้ว่าการออกมาโลดแล่นบนเวทีระหว่างประเทศ ของมิน ออง ไลง์ เป็นความพยายามในการแสดงตัวเป็นรัฐบาลที่ชอบธรรม
และเดินหน้าพาเมียนมากลับสู่ภาวะปกติ หลังจากผู้นำเมียนมาแถลงต่อสภาในโอกาสทำงานครบ 100 วัน โดยยกให้การฟื้นคืนสันติภาพและเสถียรภาพ รวมทั้งส่งเสริมการพัฒนาชาติ
สถานการณ์ล่าสุด
เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องทำเป็นอันดับแรก เพื่อวางรากฐานสำคัญให้กับประเทศ ช่วงเกือบ 4 เดือนที่ผ่านมา มิน ออง ไลง์ เดินสายเยือนอินเดีย จีน ลาว และไทย ซึ่งการเยือนที่เกิดขึ้น
นอกจากจะแสดงให้เห็นถึงการได้รับการยอมรับแล้ว ผู้นำเมียนมายังใช้โอกาสดังกล่าวกระชับความสัมพันธ์และผลักดันความร่วมมือในหลายๆ ด้าน รวมถึงโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน อย่างที่จีน
มีทั้งการสร้างเขื่อน โรงไฟฟ้า ถนนและอื่นๆ โดยหลายโครงการ เช่น การก่อสร้างเขื่อนมยิตโสน ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือซื้อใจจีนด้วย ขณะที่เมียนมากับลาวตกลงศึกษาแผนสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขง
มุมมองและผลกระทบ
ซึ่งจะมีขนาดพอๆ กับสิงคโปร์ทั้งประเทศ ส่วนการเยือนอินเดียเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว หนึ่งในหัวข้อหารือสำคัญคือ การสร้างทางหลวง IMT เชื่อมอินเดีย-เมียนมา-ไทย ระยะทาง 1,400 กิโลเมตร
โครงการพัฒนาต่างๆ จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากเมียนมายังร้อนระอุไปด้วยไฟสงคราม แต่ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา สถานการณ์การสู้รบเริ่มเปลี่ยนแปลง หลัง "เย วิน อู"
ผู้นำทหารเมียนมาที่เป็นคนสนิทของมิน ออง ไลง์ เปลี่ยนแผนการรบ ทำให้สามารถช่วงชิงพื้นที่คืนมาได้บางส่วน แต่ก็แลกมาด้วยความสูญเสียในฝั่งพลเรือนเป็นจำนวนมาก
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
ขณะที่แรงกดดันจากนานาชาติเป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ที่ทำให้ขณะนี้ ฝ่ายรัฐบาลเมียนมา และฝ่ายต่อต้านรัฐประหารเริ่มเปลี่ยนท่าที และเปิดกว้างมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา
รมว.ฟิลิปปินส์และไทยได้พูดคุยกับทั้ง 2 ฝ่าย นำมาสู่ความหวังว่าคู่ขัดแย้งจะหันหน้ามารับฟังกันเพิ่มขึ้น แม้ยังไม่ถึงขั้นเจรจาบรรลุข้อตกลงกันได้ก็ตาม โดยมิน ออง ไลง์ ระบุว่า
ขณะนี้รัฐบาลได้คุยกับกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธไปแล้วอย่างน้อย 13 กลุ่ม องค์กรเก็บข้อมูลความขัดแย้งทั่วโลก (ACLED) แบ่งการโจมตีของกองทัพเมียนมา…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ ไทยพีบีเอส



