ต้นทุนที่ประเทศต้องจ่าย เมื่อรัฐยกเลิก โฉนดชุมชน และ เตรียมยุบ ธนาคารที่ดิน
อัปเดตเมื่อ: 8 สิงหาคม 2569 เวลา 14:50อ่าน 3 นาที

ต้นทุนที่ประเทศต้องจ่าย เมื่อรัฐยกเลิกโฉนดชุมชนและเตรียมยุบธนาคารที่ดิน หากเราถามว่าความยากจนของคนชนบทไทยเกิดจากอะไร คำตอบคงมีได้มากมาย ตั้งแต่รายได้ต่ำ หนี้สิน ราคาผลผลิต
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
ความไม่แน่นอนของตลาด ไปจนถึงภัยพิบัติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่หากมองลึกลงไปใต้ปัญหาเหล่านี้ เราจะพบปัจจัยพื้นฐานอย่างหนึ่งอยู่เสมอ คือความไม่มั่นคงในที่ดิน สำหรับเกษตรกร
ที่ดินไม่ใช่เพียงทรัพย์สิน และไม่ใช่เพียงจำนวนไร่ งาน ตารางวาในเอกสารราชการ แต่เป็นทั้งฐานการผลิต อาหาร บ้าน ความสัมพันธ์ของครอบครัว ความทรงจำของชุมชน
รายละเอียดเพิ่มเติม
และระบบนิเวศที่หล่อเลี้ยงชีวิต การสูญเสียที่ดินจึงไม่ได้หมายถึงการสูญเสียทรัพย์สินชิ้นหนึ่ง แต่หมายถึงการสูญเสียอำนาจในการกำหนดชีวิตของตนเองไปด้วย
แต่ประวัติศาสตร์การพัฒนาของไทยค่อย ๆ เปลี่ยนความหมายของ “แผ่นดิน” จากฐานชีวิตและความสัมพันธ์ ให้กลายเป็นทรัพย์สินที่ซื้อขาย สะสม และเก็งกำไรได้มากขึ้นเรื่อย ๆ
ผลจึงไม่ใช่เพียงคนจนไม่มีที่ดิน แต่คือทรัพยากรพื้นฐานที่สุดของสังคมกระจุกตัวอยู่ในมือคนส่วนน้อย งานศึกษาหลายชิ้น แม้ใช้ฐานข้อมูลและวิธีคำนวณต่างกัน
สถานการณ์ล่าสุด
ล้วนชี้ว่าการถือครองที่ดินของไทยมีความเหลื่อมล้ำสูง งานศึกษาหนึ่งพบว่าผู้ถือครองที่ดิน 10% แรกถือครองที่ดินมีโฉนดประมาณ 80% ขณะที่ข้อมูลอีกชุดประเมินไว้ประมาณ 60%
และตัวเลขเหล่านี้ยังไม่รวมคนจำนวนหนึ่งที่ไม่มีที่ดินของตนเองเลย เราจึงไม่ควรมองปัญหาที่ดินว่าเป็นเพียง “ปัญหาของคนจน” เพราะลึกลงไปกว่านั้น มันคือคำถามว่าสังคมไทยจัดสรรฐานชีวิต
อำนาจ และความมั่งคั่งระหว่างผู้คนอย่างไร ความเหลื่อมล้ำไม่ได้เกิดขึ้นเอง ความเหลื่อมล้ำทางที่ดินไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ
มุมมองและผลกระทบ
และคนจนก็ไม่ได้ไร้ที่ดินเพราะบริหารชีวิตผิดพลาดเพียงอย่างเดียว หากมีประวัติศาสตร์ของกฎหมาย นโยบาย เศรษฐกิจ และอำนาจที่ค่อย ๆ สร้างเงื่อนไขดังกล่าวขึ้นมา
เมื่อรัฐสมัยใหม่สร้างระบบกรรมสิทธิและเอกสารสิทธิ คนที่เข้าถึงอำนาจรัฐ ทุน และกระบวนการออกเอกสารสิทธิได้มากกว่า ย่อมมีโอกาสเปลี่ยนการครอบครองให้เป็นกรรมสิทธิได้มากกว่า
ขณะที่ชุมชนจำนวนมากซึ่งอยู่อาศัย ใช้ประโยชน์ และดูแลพื้นที่ตามระบบจารีตกลับไม่ได้รับการรับรองในลักษณะเดียวกัน ความย้อนแย้งปรากฏชัดในพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 ซึ่งนิยาม
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
“ป่า” ว่าเป็น “ที่ดินที่ยังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดิน” ถ้อยคำสั้น ๆ นี้มีความหมายมาก เพราะทำให้สถานะของพื้นที่ไม่ได้ถูกกำหนดจากความเป็นจริงเพียงว่าเป็นป่าหรือไม่
มีชุมชนอยู่หรือไม่ หรือผู้คนมีความสัมพันธ์กับพื้นที่นั้นมาอย่างไร แต่ถูกกำหนดจากคำถามว่ารัฐได้รับรองสิทธิให้แล้วหรือยัง คนจำนวนหนึ่งจึงตกอยู่ในสภาวะย้อนแย้ง พวกเขาไม่มีสิทธิ
เพราะรัฐไม่ได้รับรองสิทธิ และต่อมาความไม่มีสิทธินั้นเองกลับถูกใช้เป็นเหตุผลว่าเหตุใดพวกเขาจึงไม่ควรมีสิทธิอีกจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2502 เดิมประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 มาตรา
34 กำหนดเพดานการถือครองที่ดิน เช่น ที่ดินเพื่อเกษตรกรรมไม่เกิ…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ มติชน



