คลัง จับตา “เงินเฟ้อ-ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด” จุดอันตรายเศรษฐกิจ
อัปเดตเมื่อ: 25 กรกฎาคม 2569 เวลา 21:47อ่าน 3 นาที

วันนี้ (25 ก.ค.2569) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 ในหัวข้อ
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
“ศักยภาพของเศรษฐกิจไทยและมาตรการของรัฐบาลในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ”ว่า ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยวันนี้ หากมองเป็นเครื่องบินจะเห็นว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา เครื่องบินของเราบินเอียงมาตลอด
เพราะเราพึ่งพาเครื่องยนต์เดียว คือ การส่งออกเมื่อโลกแย่ เราก็จะแย่ไปด้วย แต่ภาพในประเทศของไทยกลับยังอ่อนแอ ทั้งการลงทุน การบริโภค อยู่ในระดับต่ำมาต่อเนื่อง
รายละเอียดเพิ่มเติม
ในขณะที่การเข้าไปช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ทำให้หนี้สาธารณะของรัฐบาลเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง นายเอกนิติ กล่าวว่า การสร้างสมดุลของเครื่องยนต์ให้เศรษฐกิจไทย
หัวใจขณะนี้คือจะผลักดันการลงทุนภาคเอกชน และการลงทุนของรัฐบาล โดยการทำงานในหน้าที่รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง 7 เดือนที่ผ่านมา คือ ความพยายามให้การลงทุนนำการขยายตัวของเศรษฐกิจ
และผลที่ได้วันนี้ จะเห็นการขยายตัวของเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้นในแทบทุกตัว โดยเห็นการลงทุนภาคเอกชนโตประมาณ 10% ในไตรมาสแรกของปีนี้ และต้องการให้การลงทุนภาครัฐ
สถานการณ์ล่าสุด
ทั้งหน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจโต 9.4% ซึ่งการโตด้วยการลงทุนจะดีกว่าการโตด้วยบริโภคที่กินใช้หมดไป อย่างไรก็ตาม ยังมีไฟแดงอยู่ 2 ตัวอันตรายที่ต้องจับตา คือ อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น
และการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เพราะเครื่องบินของเราจะโตจากเครื่องยนต์อย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีน้ำมันดี ๆ หยอดด้วย น้ำมันที่ดีคือเสถียรภาพที่ดี และตัวที่วัดเสถียรภาพว่าดีไม่ดี คือ
อัตราเงินเฟ้อ ซึ่งจากที่เงินเฟ้อติดลบในไตรมาสแรกปีนี้ และไตรมาสที่ 2 ปีนี้ เงินเฟ้อขึ้นไปที่ 2.7% จากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ส่วนนี้จะกระทบต่อค่าครองชีพ และการบริโภคของคนไทย
มุมมองและผลกระทบ
ซึ่งต้องบริหารจัดการให้ดี หากปล่อยให้น้ำมันไม่ดี เครื่องยนต์ก็จะน็อกได้ อีกตัวอันตรายที่ต้องจับตา คือ การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งหมายถึงประเทศไทยมีรายจ่ายมากกว่ารายได้
เงินในกระเป๋าของเราฟ้องว่าหายไป โดย 2 เดือนที่ผ่านมา เราขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 14,000 ล้านเหรียญฯ หรือประมาณ 600,000 ล้านบาท นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า โครงสร้างการค้าโลกที่เปลี่ยนไป
ทำให้ทุกประเทศพยายามจับกลุ่มและเจรจาทางการค้าระหว่างกัน การเจรจาเอฟทีเอ เป็นเครื่องมือที่ประเทศไทยจำเป็นต้องใช้ และสิ่งที่ถือว่าเป็นโอกาส ท่ามกลางสงคราม คือ
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
การย้ายฐานการผลิตของนักลงทุน ทุกคนต้องการหาประเทศใหม่ที่ปลอดภัยเพื่อขยายการลงทุน ซึ่งส่วนหนึ่งมาลงทุนในไทย
เห็นได้จากการเพิ่มขึ้นของตัวเลขการขอส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่เพิ่มขึ้นสูงมาก และที่ดีกว่าคือเข้ามาเป็นอุตสาหกรรมอนาคต
ซึ่งวันนี้เราต้องคว้าโอกาสนี้ให้ได้ เพื่อเป็นห่วงโซ่การผลิตใหม่ของโลก “นักลงทุนที่เข้ามาต้องการน้ำสะอาด ไฟสะอาด ผมก็ได้ปลอดล็อก Direct PPA ให้สามารถทำได้โดยไม่มีโควต้า
ช่วยให้พลังงานสะอาดของไทยทำได้เร็วขึ้น ซึ่งสอดรับกับกฎเกณฑ์ CBAM ของยุโรป แล…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ ไทยพีบีเอส



