จิตแพทย์ชี้อย่ารอจับสัญญาณก่อนเกิดเหตุ แนะคัดกรองเด็กกลุ่มเสี่ยงดูแลต่อเนื่อง
อัปเดตเมื่อ: 17 สิงหาคม 2569 เวลา 23:43อ่าน 3 นาที

วันนี้ (17 ส.ค. 2569) เครือข่ายขับเคลื่อนด้านเด็กและจิตแพทย์ ร่วมเวทีเสวนา หัวข้อจากเหตุการณ์ความรุนแรงสู่การป้องกันก่อนเกิดเหตุ ความเสี่ยง สัญญาณเตือน
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
และระบบสนับสนุนเด็กและครอบครัว เพื่อหาทางออกเรื่องความรุนแรงในโรงเรียน นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ จิตแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิ ระบุว่า การป้องกันความรุนแรงในโรงเรียนไม่ควรรอจนเกิดเหตุ
เพราะปัจจัยที่นำไปสู่ความรุนแรงมีความหลากหลาย แต่สามารถป้องกันได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ด้วยการคัดกรองเด็กกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กที่เป็นผู้บูลลี่ ถูกบูลลี่ มีความกดดัน
รายละเอียดเพิ่มเติม
หรือมีปัญหาความภาคภูมิใจในตัวเอง ไม่ควรมุ่งเฉพาะปัญหาการก่อเหตุรุนแรงหรือกราดยิง เพราะปัญหาที่เด็กเผชิญยังมีทั้งภาวะซึมเศร้า การฆ่าตัวตาย การติดเกม บุหรี่ไฟฟ้า และการใช้กัญชา
จึงจำเป็นต้องมีระบบดูแลเด็กอย่างครอบคลุม นพ.ยงยุทธ กล่าวว่า โดยเฉลี่ยห้องเรียนหนึ่งมีนักเรียนประมาณ 30 คน และประมาณร้อยละ 20 หรือประมาณ 6 คน
อาจเป็นกลุ่มที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ หากคัดกรองและช่วยเหลือตั้งแต่ต้น จะช่วยลดปัญหาความรุนแรงและปัญหาอื่น ๆ ได้ โดยต้องติดตามเด็กอย่างต่อเนื่องตลอดปี ผ่านกิจกรรมโฮมรูม
สถานการณ์ล่าสุด
การทำงานร่วมกับผู้ปกครอง รวมถึงการดูแลทั้งออนไซต์และออนไลน์ ทั้งนี้ เห็นว่าควรฟื้นระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ซึ่งเดิมเป็นจุดแข็งของโรงเรียน
โดยพัฒนาทักษะพื้นฐานให้ครูทุกคนสามารถคัดกรองและช่วยเหลือนักเรียนเบื้องต้นได้ ขณะที่ครูแนะแนวซึ่งควรเป็นกำลังหลักของระบบกลับมีจำนวนลดลง จากเกณฑ์เดิมที่กำหนดครูแนะแนว 1 คนต่อนักเรียน
500 คน จึงจำเป็นต้องทำให้ระบบดูแลนักเรียนกลับมาเป็นส่วนสำคัญควบคู่กับการเรียนการสอน ศธ. เตรียมประเมินภาวะอารมณ์ครู-นักเรียน ขณะที่ รศ.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา
มุมมองและผลกระทบ
เปิดเผยว่า ช่วงปลายปีนี้จะเริ่มสำรวจทักษะทางสังคมและอารมณ์ของครูและนักเรียนครั้งแรก ซึ่งเป็นโครงการขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ที่ไทย
เล็งเข้าเป็นสมาชิกในปี 2571 และยังเป็นส่วนสำคัญในการจัดทำดัชนีชี้วัดการศึกษาแห่งชาติ โครงการนี้มุ่งศึกษาและส่งเสริมการพัฒนาทักษะทางสังคมและอารมณ์ของนักเรียน อายุ 10 ปี และ 15 ปี
โดยการประเมินปีแรกนี้ จะเริ่มประเมินนักเรียนอายุ 15 ปีและครูก่อน ในลักษณะการสุ่มประเมินจากโรงเรียนทั่วประเทศ ผลการประเมินครั้งนี้จะช่วยสร้างความเข้าใจทักษะทางด้านอารมณ์ของเด็กไทย
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
และอิทธิพลที่กระทบต่ออารมณ์ของเด็กเพื่อพัฒนาต่อยอดเป็นนโยบายและแนวทางการศึกษาของไทยในอนาคต และช่วยลดความกดดันด้านการศึกษาให้เด็ก
รวมถึงสร้างสุขภาวะทางอารมณ์ที่ดีให้กับสถานศึกษาและครอบครัว เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า การสำรวจทักษะทางสังคมและอารมณ์ครั้งนี้ จะเป็นองค์ประกอบสำคัญของคุณภาพการศึกษาไทย
โดยเฉพาะตัวแปรสำคัญ ด้านภูมิคุ้มกันทางใจ ของครูและนักเรียนด้วย อ่านข่าว กรมอุทยานฯ ชวนสัมผัสความอัศจรรย์ “ดวงตาพญานาคา” ที่ภูลังกา “พิพัฒน์” เผยเตรียมให้สภาพัฒน์ศึกษา
"ท่าเรือน้ำลึกแห่งใหม่" ที่จะนะ "บาลานซ์อ…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ ไทยพีบีเอส



