นักวิชาการไทยวิเคราะห์ ไทยเปิดสัมพันธ์เมียนมา แนะขีดเส้นให้ชัดเป็นมิตรได้ถึงจุดไหน
อัปเดตเมื่อ: 9 สิงหาคม 2569 เวลา 13:44อ่าน 3 นาที

นักวิชาการธรรมศาสตร์ วิเคราะห์กรณีไทยต้อนรับ ‘ มินอองหล่าย ’ ประธานาธิบดีเมียนมา ซึ่งเดินทางเยือนไทยเมื่อวันที่ 6-7 สิงหาคมที่ผ่านมา
ประเด็นสำคัญ
โดยไทยเปิดความสัมพันธ์บทใหม่กับผู้นำเมียนมาอีกครั้ง หลังมินอองหล่ายถูกแบนจากเวทีการประชุมอาเซียนจากเหตุรัฐประหารเมื่อปี 2021 ชี้ “เป็นเกมวัดใจที่หลักประกันไม่แข็งแรง”
เนื่องจากหลายปัญหาที่ไทยเสนอไป ‘ยากจะได้รับการแก้ไข’ รวมถึงไทยยังต้องรับคำวิจารณ์หนัก เพราะทางพฤตินัยถือเป็นการให้ ‘ความชอบธรรม’ แก่รัฐบาลทหารเมียนมา จึงแนะนำรัฐบาลขีดเส้นให้ชัดว่า
รายละเอียดเพิ่มเติม
เป็นมิตรได้ถึงจุดไหน ไม่ใช่ให้ขึ้นอยู่กับเมียนมาฝ่ายเดียว รศ.ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ บริพัตร อาจารย์ประจำสาขาวิชาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า
การที่ไทยมีปฏิสัมพันธ์กับรัฐบาลทหารเมียนมาในครั้งนี้ เหมือนเป็นเกมวัดใจ บนหลักประกันที่ยังไม่แข็งแรง เพราะการดำเนินนโยบายลักษณะนี้ของไทย เป็นไปเพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ
และส่งสัญญาณถึงรัฐบาลเมียนมาว่า ‘ไทยเป็นมิตร พึ่งพาได้ และไม่หักหลัง’ รวมถึงพิสูจน์ให้เห็นถึงความพร้อมที่จะเป็นมิตรในทุกมิติ ผ่านการแบกรับข้อวิจารณ์
สถานการณ์ล่าสุด
หรือความเสี่ยงที่เกิดขึ้นทั้งภายใน และภายนอกประเทศไทยเอง ดังนั้น รัฐบาลเมียนมาเองก็ต้องพิสูจน์ว่า หลังจากนี้จะสามารถดำเนินการได้ตามที่ไทยมุ่งหวังหรือไม่ อย่างไรก็ตาม
ไทยจะคาดหวังการดำเนินงานของรัฐบาลทหารเมียนมาได้มากน้อยขนาดไหน ซึ่งถ้าดูจากพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ และความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศก็ถือว่า ‘เป็นเรื่องยาก’
และไม่ใช่เรื่องที่จะแก้ไขได้เร็ว ไม่ว่าจะเป็นการเปิดให้เมียนมากลับเข้าไปในเวทีอาเซียน หรือกระบวนการสันติภาพที่จะเกิดขึ้น เพราะที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่า
มุมมองและผลกระทบ
การเมืองเมียนมามีการควบคุมตัวเองมาโดยตลอด และปัจจัยภายนอกแทบจะไม่มีผลกับการขับเคลื่อนกระบวนการทางการเมืองภายในเมียนมาเลย ขณะที่ประเด็นปัญหาต่างๆ ที่ส่งผลกระทบมายังไทย
ซึ่งมีการหยิบยกมาหารือด้วยนั้น อาจารย์พินิตพันธุ์ มองว่า ประเด็นเรื่องการจัดการปัญหาสแกมเมอร์น่าจะช่วยแก้ไขกันได้ เพราะมีความร่วมมือมาอยู่แล้ว และเมียนมาเองก็ได้รับผลกระทบเหมือนกัน
หรือเรื่องการค้าชายแดนก็คิดว่าพอไปได้ เนื่องจากเมื่อมีข้อตกลงระหว่างกันมากขึ้นก็เห็นถึงแรงสนับสนุนจากภาคเอกชนของไทยที่พยายามจะให้มีการฟื้นฟูความสัมพันธ์ แต่ถ้าเป็นเรื่องความรุนแรง
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
หรือปัญหามลพิษและสิ่งแวดล้อมข้ามชายแดน คงจะคาดหวังไม่ได้ว่า สิ่งเหล่านี้จะได้รับการแก้ไขในเร็ววัน จากการมีเงื่อนไขหลายส่วน เช่น ชนกลุ่มน้อยที่ถ้ากระบวนการสันติภาพไม่เริ่มเกิดขึ้น
การแก้ไขก็น่าจะทำได้โดยไม่มีประสิทธิภาพ ทว่า หากมองเรื่องจังหวะเวลา ก็ถือเป็นช่วงจังหวะเวลาที่ดีของไทยในการจะมีปฏิสัมพันธ์กับเมียนมา เนื่องด้วยเหตุผล 2 ประการ ได้แก่
ประเทศไทยกำลังจะเป็นประธานและเจ้าภาพอาเซียน ในปี พ.ศ. 2571 ซึ่งระหว่างนี้หากสามารถช่วยประสานงานในเรื่องสันติภาพ และทำให้เมียนมาเข้าสู่อาเซียนเต็มตัวอีกครั้งได้ ก็น่าจะส่งผลดีใ…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ เดอะสแตนดาร์ด



