นวัตกรรมภาคเหนือ จากทุนวิจัยสู่การใช้จริง
อัปเดตเมื่อ: 15 สิงหาคม 2569 เวลา 09:39อ่าน 3 นาที

ทุนวิจัยและนวัตกรรมใน ภาคเหนือ เริ่มต่อยอดสู่ธุรกิจและบริการจริง ตั้งแต่แพลตฟอร์มดูแลผู้ป่วยไมเกรน เทคโนโลยี VR สำหรับเด็กออทิสติก ไปจนถึงหุ่นยนต์สอน Coding
ประเด็นสำคัญ
แต่โจทย์สำคัญต่อจากนี้คือทำอย่างไรให้นวัตกรรมเหล่านี้ขยายผลได้โดยไม่หยุดอยู่เพียงต้นแบบหรือโครงการที่ได้รับทุน
การติดตามผลโครงการวิจัยและนวัตกรรมในพื้นที่ภาคเหนือของกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.)
รายละเอียดเพิ่มเติม
สะท้อนภาพหนึ่งของความพยายามเปลี่ยนเงินทุนวิจัยไปสู่ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจและสังคม โดยมีทั้งนวัตกรรมด้านสุขภาพ การศึกษา เทคโนโลยีชีวภาพ และธุรกิจที่ต่อยอดจากทรัพยากรท้องถิ่น
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ระบุว่า ผลการประเมินโครงการนวัตกรรมระดับภูมิภาคที่สนับสนุน SMEs สตาร์ทอัพ และวิสาหกิจเพื่อสังคมในช่วงปี 2566-2567
มีมูลค่าผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมรวมกว่า 4,660 ล้านบาท ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการ NIA กล่าวว่า ในพื้นที่ภาคเหนือ 11 จังหวัด มีผู้ประกอบการประมาณ 20
สถานการณ์ล่าสุด
รายที่สามารถขยายธุรกิจไปสู่ตลาดต่างประเทศได้แล้ว โดยมีมหาวิทยาลัยและหน่วยบ่มเพาะในพื้นที่ทำหน้าที่สนับสนุนการพัฒนาผู้ประกอบการและต่อยอดงานวิจัยไปสู่เชิงพาณิชย์ อย่างไรก็ตาม
ตัวเลขดังกล่าวยังไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของการลงทุนด้านวิจัย เพราะความท้าทายสำคัญอยู่ที่การทำให้นวัตกรรมสามารถผ่านช่วงต้นแบบไปสู่การผลิต การขยายตลาด การรับรองมาตรฐาน
และการใช้งานจริงในวงกว้าง หนึ่งในกรณีที่ถูกนำมาติดตามคือ แพลตฟอร์มดูแลผู้ป่วยไมเกรน ของบริษัท สไมล์ ไมเกรน จำกัด ซึ่งพัฒนาระบบติดตามข้อมูลสุขภาพและพฤติกรรมของผู้ป่วย
มุมมองและผลกระทบ
เชื่อมต่อกับอุปกรณ์สวมใส่และระบบปรึกษาแพทย์ทางไกล เพื่อให้แพทย์สามารถติดตามอาการและปัจจัยกระตุ้นของผู้ป่วยได้ต่อเนื่องมากขึ้น
บริษัทระบุว่าปัจจุบันมีรายได้จากผลิตภัณฑ์และบริการประมาณ 40 ล้านบาท และตั้งเป้ารายได้ 100 ล้านบาทในช่วง 3 ปี พร้อมขยายการใช้งานไปยังโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอื่น เช่น เบาหวาน
ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ รวมถึงตลาดต่างประเทศในเอเชีย โจทย์สำคัญของนวัตกรรมสุขภาพลักษณะนี้ไม่ได้อยู่เพียงการเติบโตเชิงพาณิชย์ แต่รวมถึงการพิสูจน์มาตรฐาน ประสิทธิผล
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
และความคุ้มค่า เพื่อเปิดทางสู่การใช้งานในระบบสาธารณสุข คณะกรรมการติดตามและประเมินผลการสนับสนุน ววน. ซึ่งมี นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ เป็นประธาน
เสนอให้พิจารณากลไกที่จะช่วยให้นวัตกรรมทางการแพทย์ที่ผ่านเกณฑ์สามารถเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง
จะเป็นอีกขั้นของการเชื่อมงานวิจัยกับบริการสาธารณะที่ประชาชนเข้าถึงได้ อีกโครงการคือเทคโนโลยีเพาะเลี้ยง ไมซีเลียมสำหรับผลิตภัณฑ์สุขภาพ ของบริษัท บิสท์ อินโน รีฟอร์ม จำกัด
ซึ่งใช้เทคโนโลยีชีวภาพในการควบคุมคุณภาพวัตถุดิบสำหรับเครื่องดื่มและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร บริษัทมีรายได้ปัจจุบันประมาณ 15 ล้านบาท และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 50 ล้านบาทภายใน 3 ปี
แต่การขยายตลาดโดยเฉพาะในต่างประเทศยังขึ้นอยู่กับการทดสอบทางคลินิกและการผ่านมาตรฐานกำก…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ เดอะสแตนดาร์ด



