ศาลไม่รับคำฟ้อง "หมอสรณ" ขอเพิกถอนมติพ้นประธาน กสทช.
อัปเดตเมื่อ: 8 สิงหาคม 2569 เวลา 19:03อ่าน 3 นาที

วันนี้ (8 ส.ค.2569) ศาลปกครองกลาง มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาวินิจฉัยในคดีที่ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
(กสทช.) ได้ฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลาง เพื่อขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของกรรมการสรรหา กสทช. ที่ 1/2569 และขอให้ทุเลาการบังคับทางปกครองและขอบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนศาลมีคำพิพากษา
โดยขอให้ทุเลาการบังคับตามคำวินิจฉัยของกรรมการสรรหาฯ ขอให้ระงับการนำความกราบบังคมทูลให้พ้นจากตำแหน่ง โดยให้ตนปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. ต่อไป
รายละเอียดเพิ่มเติม
และขอให้ระงับการคัดเลือกและแต่งตั้งประธาน กสทช. คนใหม่แทนตนเอง ในที่สุดศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ เมื่อวันที่ 7 ส.ค.2569
โดยศาลมีความเห็นว่า เมื่อกรรมการสรรหาฯ วินิจฉัยว่า น.พ.สรณ กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 8(2) แห่ง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ เป็นกรณีที่มีบัญญัติไว้ในมาตรา 20
ให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อให้มีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง ซึ่งความเห็นเกี่ยวกับกระบวนการในส่วนนี้ มีข้อสังเกตว่า ศาลไม่ได้ระบุถึงขั้นตอนตามที่นายกรัฐมนตรีระบุว่า
สถานการณ์ล่าสุด
ต้องแจ้งวุฒิสภาก่อนนำความกราบบังคมทูล เนื่องจากเป็นขั้นตอนที่ไม่ได้กำหนดในกฎหมายแต่อย่างใด ผลของคำสั่งศาลปกครองกลางดังกล่าว ทำให้คำวินิจฉัยของกรรมการสรรหาฯ เป็นที่สุดในทางคดี
ไม่มีเหตุที่ นพ.สรณ จะกล่าวอ้างได้อีกว่า คำวินิจฉัยดังกล่าวยังไม่มีผลเป็นที่สุด และคำขอต่าง ๆ ที่ขอต่อศาล ย่อมไม่ได้รับความคุ้มครองทางกฎหมาย ไม่ว่า
การขอทุเลาการบังคับตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ การขอให้ระงับการนำความกราบบังคมทูลให้พ้นจากตำแหน่ง หรือแม้แต่การขอให้ระงับการคัดเลือกและแต่งตั้ง ผู้ที่จะดำรงตำแหน่งแทนตนเอง
มุมมองและผลกระทบ
พนักงานเจ้าหน้าที่ในกระบวนการต่าง ๆ จึงสามารถดำเนินการตามกฎหมายต่อไปได้ เนื่องจากไม่มีเหตุให้ระงับหรือชะลอการดำเนินการใดๆ ตามมาตรา 15 แห่ง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ
นอกจากนี้ คณะกรรมการกฤษฎีกาเคยมีความเห็นเกี่ยวกับการนำความกราบบังคมทูล ตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ไว้แล้วว่า กสทช. เป็นกรรมการขององค์กรของรัฐที่เป็นอิสระตามรัฐธรรมนูญ
และสำนักงาน กสทช. เป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่ใช่ส่วนราชการ ไม่เป็นรัฐวิสาหกิจ และกฎหมายมิได้บัญญัติให้กระบวนการที่เกี่ยวข้อง
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
อยู่ในอำนาจหน้าที่ของฝ่ายบริหารที่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบ ดังนั้น นายกรัฐมนตรีจึงมีหน้าที่ต้องนำความกราบบังคมทูล
พร้อมทั้งเสนอข้อมูลทั้งปวงและความเห็นประกอบพระบรมราชวินิจฉัย จึงไม่มีเหตุใดที่นายกรัฐมนตรีจะไม่ดำเนินการตามความเห็นของศาลปกครองและคณะกรรมการกฤษฎีกาอีกต่อไป
เพื่อเร่งยุติปัญหาการชะงักงันในการประชุม กสทช. เนื่องจาก นพ.สรณ ดึงดันที่จะเข้าร่วมประชุม กสทช. ทั้งที่มีคำวินิจฉัยเป็นที่สุดไปแล้วว่า ตามกฎหมายถือได้ว่า นพ.สรณ
สละสิทธิอย่างสมบูรณ์แล้ว ในส่วน นพ.สรณ ย่อมทราบดีว่า เมื่อศาลมิได้สั่งตามคำขอให้ศาลทุเลา การบัง…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ ไทยพีบีเอส



