“เชษฐา” ถอดรหัสนายกฯ มุ่งคุมปืนถึงราก! ใช้กฎหมายเข้ม “หยุดพก-เลิกใช้-ยุติความสูญเสีย” ปลุกสังคมเลิกเชิดชูคนถือปืน ชี้ไม่ใช่ของเท่ แต่คืออาวุธพรากชีวิต
อัปเดตเมื่อ: 12 สิงหาคม 2569 เวลา 17:37อ่าน 3 นาที

นักรัฐศาสตร์ ม.นวมินทราธิราช วิเคราะห์แนวคิดนายกฯ คุมเข้มอาวุธปืน ชี้หลักสำคัญคือ “ลดการครอบครอง ลดการพกพา-ลดโอกาสใช้-ลดความสูญเสีย” มองรัฐต้องทำพร้อมกันทั้งปราบปืนเถื่อน
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
คุมการนำปืนออกสู่พื้นที่สาธารณะ และสร้างบรรทัดฐานใหม่ในสังคม ย้ำปืนไม่ใช่เครื่องประดับบารมี แต่คืออาวุธที่สามารถพรากชีวิตคนได้ ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น
นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กล่าวถึงแนวนโยบายควบคุมอาวุธปืนของนายกรัฐมนตรีว่า หากพิจารณาในเชิงรัฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่เพียงการเพิ่มบทลงโทษ
รายละเอียดเพิ่มเติม
หรือการแบ่งว่าเป็น “ปืนถูกกฎหมาย” กับ “ปืนเถื่อน” แต่อยู่ที่ความพยายามของรัฐในการลดการปรากฏของอาวุธปืนในชีวิตประจำวัน และลดโอกาสที่ปืนจะถูกนำมาใช้เมื่อเกิดความขัดแย้ง
หลักคิดดังกล่าวเป็นการจัดการความเสี่ยงเชิงป้องกัน หรือ Preventive Approach กล่าวคือ รัฐไม่ควรรอจนเกิดการยิง มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต แล้วจึงเข้าสู่กระบวนการจับกุมและลงโทษ
แต่ควรลดปัจจัยที่ทำให้ความขัดแย้งธรรมดาสามารถยกระดับกลายเป็นความรุนแรงถึงชีวิตตั้งแต่ต้นทาง “ถ้าอธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุด คือ ลดการครอบครอง ลดการพกปืน ก็ลดโอกาสใช้ปืน
สถานการณ์ล่าสุด
และเมื่อลดโอกาสใช้ปืน ก็ลดโอกาสเกิดความสูญเสีย เพราะคนทะเลาะกันได้ คนโกรธกันได้ คนมีอารมณ์ชั่ววูบได้
แต่สิ่งที่รัฐทำได้คือพยายามไม่ให้อาวุธที่สามารถเปลี่ยนอารมณ์ชั่ววูบให้กลายเป็นความสูญเสียถึงชีวิตอยู่ใกล้มือ” ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวว่า ในทางนโยบายสาธารณะต้องแยกให้ชัดระหว่าง
“การได้รับอนุญาตให้มีอาวุธ” กับ “เสรีภาพในการนำอาวุธออกมาพกหรือใช้” เพราะเป็นคนละเรื่องกัน
มุมมองและผลกระทบ
การมีปืนอย่างถูกกฎหมายไม่ควรถูกตีความว่าเจ้าของสามารถนำปืนออกมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ตามความพอใจ ดังนั้น สิ่งที่นายกรัฐมนตรีกำลังพยายามสร้างจึงไม่ใช่เพียงมาตรการทางกฎหมาย แต่เป็น
บรรทัดฐานทางสังคม หรือ Social Norm ใหม่ว่า พื้นที่สาธารณะควรเป็นพื้นที่ที่ประชาชนไม่ต้องคาดหวังว่าจะพบเห็นคนทั่วไปพกอาวุธปืน ในหลายประเทศที่มีระบบควบคุมอาวุธเข้มงวด
ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ ญี่ปุ่น หรือสหราชอาณาจักร จะเห็นหลักคิดสำคัญร่วมกันประการหนึ่ง คือ การอนุญาตให้ครอบครองอาวุธกับการนำอาวุธเข้าสู่พื้นที่สาธารณะไม่ได้ถูกมองเป็นเรื่องเดียวกัน
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
และรัฐให้ความสำคัญอย่างมากกับการจำกัดการเข้าถึง การพกพา การเก็บรักษา และการใช้อาวุธ ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องนำกฎหมายของประเทศใดมาคัดลอกทั้งระบบ เพราะบริบททางสังคมและกฎหมายแตกต่างกัน
แต่สิ่งที่สามารถศึกษาได้คือแนวคิดว่า การใช้อาวุธควรจำกัดเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่มีความจำเป็นมากจริงๆ ไม่ใช่ทำให้การพกอาวุธกลายเป็นสภาวะปกติของสังคม ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวว่า ในทางรัฐศาสตร์
รัฐมีหน้าที่สร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่า ความปลอดภัยควรเกิดจากประสิทธิภาพของกฎหมาย ตำรวจ และกระบวนการยุติธรรม
ไม่ใช่ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าตัวเองจำเป็นต้องมีอาวุธเพื่อคานอำนาจกับบุคคลอื่น เพราะหากคนหนึ่งพกปืนโดยให้เหตุผลว่ากลัวอีกฝ่าย อีกฝ่ายก็อาจรู้สึกว่าจำเ…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ ไทยโพสต์



