ยันฮี ตั้งศูนย์ดูแลสุขภาพผู้มีความหลากหลายทางเพศ ดันไทยขึ้นฮับ LGBTQ+ Medical
อัปเดตเมื่อ: 28 กรกฎาคม 2569 เวลา 18:06อ่าน 3 นาที

โรงพยาบาลยันฮี ประกาศเดินหน้าขยายบริการสุขภาพสำหรับผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) ครบวงจร รับกระแส Medical Tourism และ Pride Economy ที่เติบโตต่อเนื่องทั่วโลก
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
พร้อมชูศักยภาพไทยด้านบุคลากรทางการแพทย์และความเปิดกว้างทางสังคม ดันประเทศสู่การเป็น LGBTQ+ Medical Hub ของเอเชีย โดยเตรียมลงทุนกว่า 100 ล้านบาท
พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบบริการรองรับความต้องการในระยะยาว ท่ามกลางการแข่งขันของหลายประเทศในการยกระดับบริการทางการแพทย์เฉพาะทาง เพื่อดึงดูดผู้รับบริการจากทั่วโลก
รายละเอียดเพิ่มเติม
โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) ซึ่งกำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในตลาดสุขภาพที่มีศักยภาพสูงและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ “LGBTQ+ Healthcare”
กลายเป็นหนึ่งในสมรภูมิใหม่ของธุรกิจการแพทย์และ Medical Tourism ที่หลายประเทศต่างเร่งช่วงชิงความเป็นผู้นำ ขณะที่โรงพยาบาลยันฮี นับเป็นสถานพยาบาลที่อยู่ในแนวหน้าของอุตสาหกรรมนี้
และเป็นหนึ่งในผู้เล่นรายสำคัญที่มีบทบาทผลักดันประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็น LGBTQ+ Medical Hub ของภูมิภาคเอเชีย พญ.สิรินทรา สัมฤทธิวนิชชา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลยันฮี
สถานการณ์ล่าสุด
กล่าวว่า โรงพยาบาลอยู่ระหว่างการยกระดับองค์กรสู่ยุคใหม่ ซึ่งการแข่งขันของโรงพยาบาลไม่ได้อยู่เพียงด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ แต่รวมถึงความเข้าใจมนุษย์
และความสามารถในการสร้างระบบนิเวศสุขภาพที่ตอบโจทย์ผู้รับบริการอย่างแท้จริง ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา
โรงพยาบาลยันฮีเป็นที่รู้จักในฐานะผู้นำด้านศัลยกรรมความงามและศัลยกรรมตกแต่งของประเทศไทย แต่จากการเปลี่ยนแปลงของโลก
มุมมองและผลกระทบ
ทำให้องค์กรขยายบทบาทสู่การเป็นศูนย์กลางบริการสุขภาพสำหรับผู้มีความหลากหลายทางเพศ “ผู้รับบริการกลุ่ม LGBTQ+ ไม่ได้เข้ามาเพราะเจ็บป่วย
แต่เข้ามาเพื่อให้ร่างกายและอัตลักษณ์ของตนเองสอดคล้องกัน สิ่งที่พวกเขาต้องการจึงไม่ใช่แค่การรักษา แต่คือความเข้าใจ ความเคารพ และความมั่นใจว่าจะได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียม”
พญ.สิรินทรา กล่าว แนวคิดดังกล่าวนำไปสู่การจัดตั้ง “Yanhee Support Pride Center” ศูนย์ดูแลสุขภาพสำหรับผู้มีความหลากหลายทางเพศแบบครบวงจร ภายใต้แนวคิด “One Roof
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
Service” ครอบคลุมตั้งแต่การให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต การดูแลฮอร์โมน การผ่าตัดยืนยันเพศสภาพ การศัลยกรรมเฉพาะทาง การปรับเสียง การติดตามสุขภาพระยะยาว
ตลอดจนการดูแลคุณภาพชีวิตหลังการรักษา ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมสุขภาพโลก ที่ไม่ได้มองผู้ป่วยเป็นเพียงผู้รับบริการทางการแพทย์
แต่เป็นมนุษย์ที่มีความต้องการเฉพาะตัวในทุกมิติของชีวิต พญ.สิรินทรา กล่าวว่า ตลาด LGBTQ+ Healthcare ของประเทศไทยในปัจจุบันไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยผู้รับบริการชาวไทยเพียงอย่างเดียว
โดยพบว่าผู้เข้ารับบริการผ่าตัดยืนยันเพศสภาพจากชายเป็นหญิง (Male to Female) กว่า 74% เป็นชาวต่างชาติ ขณะที่การผ่าตัดจากหญิงเป็นชาย (Female to Male)
มีสัดส่วนผู้รับบริการต่างชาติสูงถึ…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ ข่าวสด



