ศาลยุติธรรม ชูทำงานบริการสังคมแทนค่าปรับ ย้ำ "กักขัง" เป็นมาตรการสุดท้าย
อัปเดตเมื่อ: 28 กรกฎาคม 2569 เวลา 21:29อ่าน 3 นาที

วันนี้ ( 28 ก.ค.2569) นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวถึงมาตรการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการบังคับโทษปรับคดีอาญาว่า ที่ผ่านมาเมื่อศาลมีคำพิพากษาปรับจำเลย
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
มักพบปัญหาจำเลยหลายรายไม่สามารถหาเงินมาชำระค่าปรับได้ทันที เนื่องจากติดขัดข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ ฐานะทางการเงิน หรือปัจจัยความจำเป็นอื่นๆ ซึ่งอาจทำให้จำเลยถูกกักขังแทนค่าปรับ
ความจริงแล้วศาลยุติธรรมได้ดำเนินการบังคับค่าปรับในกรณีที่จำเลยไม่มีเงินเพียงพอชำระค่าปรับในหลากหลายวิธี โดยไม่จำเป็นต้องนำตัวจำเลยไปกักขังแทนค่าปรับเสมอไป
รายละเอียดเพิ่มเติม
ด้วยเหตุนี้คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม (ก.บ.ศ.) จึงได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการส่งเสริมและขับเคลื่อนมาตรการเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ที่มีนายวีระพงศ์ สุดาวงศ์
รองประธานศาลฎีกาเป็นประธานคณะทำงาน เข้ามารวบรวมและเผยแพร่แนวปฏิบัติของศาลยุติธรรมที่ ยึดหลักสำคัญว่า "การกักขังแทนค่าปรับควรเป็นมาตรการสุดท้าย"
พร้อมผลักดันนำมาตรการทางเลือกอื่นมาใช้อย่างแพร่หลาย ซึ่งนับตั้งแต่ปี พ.ศ.2565 เป็นต้นมา ศาลได้อนุญาตให้จำเลยทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์แทนการจ่ายเงินค่าปรับ
สถานการณ์ล่าสุด
สูงถึงประมาณร้อยละ 80 ของคำร้องทั้งหมด แนวทางปฏิบัติของศาลเกี่ยวกับการอนุญาตให้จำเลยทำงานแทนค่าปรับนั้น จะเริ่มตั้งแต่ในชั้นสอบคำให้การ
โดยศาลจะแจ้งสิทธิพร้อมเปิดโอกาสให้จำเลยขอทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับได้ตั้งแต่ชั้นสอบคำให้การ
กรณีที่จำเลยให้การรับสารภาพศาลจะสอบถามความประสงค์ว่าต้องการทำงานแทนค่าปรับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30/1 หรือไม่ หากจำเลยมีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์และยินยอม
มุมมองและผลกระทบ
ศาลสามารถสั่งอนุญาตในรายงานกระบวนพิจารณาได้ทันทีโดยที่จำเลยไม่ต้องยื่นคำร้อง ทั้งนี้ ในคดีที่จำเลยเป็นบุคคลธรรมดา หากคำพิพากษาระบุการบังคับค่าปรับตามมาตรา 29 และมาตรา 30
ให้ระบุการทำงานแทนค่าปรับตามมาตรา 30/1 ไว้ด้วย อย่างไรก็ตามศาลได้กำหนดข้อยกเว้นสำหรับคดีที่กระทำโดยเจตนาร้าย ทุจริต หรือคดีที่กฎหมายมุ่งลงโทษทางทรัพย์สินเพื่อไม่ให้ผู้กระทำผิด
ได้รับประโยชน์จากการกระทำผิด จะถือเป็นสภาพความผิดที่ไม่ควรอนุญาตให้ทำงานแทนค่าปรับได้ เช่น ความผิดฉ้อโกงประชาชน ความผิดเกี่ยวกับการค้ายาเสพติด ความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
ความผิดเกี่ยวกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ สถาบันการเงิน และกฎหมายศุลกากร เพราะความผิดเหล่านี้จะกระทบต่อผู้เสียหายเป็นวงกว้าง สำหรับการคำนวณเวลาและลักษณะงาน
ได้มีการปรับเปลี่ยนให้ยืดหยุ่นเพื่อเอื้อต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตจำเลย โดยเปลี่ยนมาใช้นับชั่วโมงแทนวัน ซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญาให้ถือการทำงาน 1 วัน แทนค่าปรับ 500 บาท
ระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมกำหนดให้ทำงานครบ 2 ชั่วโมงถือเป็นการทำงาน 1 วัน สำหรับลักษณะงานมีความหลากหลาย ครอบคลุมตั้งแต่การดูแลช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางอย่างคนพิการ คนชรา
เด็กกำพร้า หรือผู้ป่วย งานวิชาการ งานบริการทางการศึกษา งานช่างฝีมือ ไปจนถึงกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ ยิ่งไปกว่านั้นการเข…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ ไทยพีบีเอส



