เจาะลึก Leverage กู้เงินมาลงทุน คุ้มค่าจริงหรือเสี่ยงพอร์ตแตก?
อัปเดตเมื่อ: 16 สิงหาคม 2569 เวลา 15:42อ่าน 3 นาที

ในโลกของ การลงทุน เรามักถูกสอนว่า ‘ให้เงินทำงาน’ แต่สำหรับนักลงทุนที่ต้องการเร่งสปีดความมั่งคั่งและอยากให้เงินทำงานหนักขึ้นไปอีก ‘การกู้ยืมเงินมาลงทุน’ หรือ Leverage จึงกลายเป็นเครื่องมือยอดฮิตที่ช่วยสร้างผลกำไรได้อย่างมหาศาลในชั่วข้ามคืน ประเด็นสำคัญ Leverage ทำงานอย่างไร?
อ่านข่าวในหมวด ธุรกิจ เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
เหรียญอีกด้าน เมื่อขาดทุนมหาศาลจนเกิดการ Force Sell ประโยชน์ของ Leverage และใครที่เหมาะจะใช้มัน?
High Risk, High Return ใครที่ไม่ควรใช้ Leverage อย่างไรก็ตาม ดาบย่อมมีสองคมเสมอ เมื่อไม่นานมานี้ เราได้เห็นข่าวใหญ่ที่สร้างความตื่นตระหนกไปทั่วโลก เมื่อตลาดหุ้นเกาหลีใต้เกิดเหตุการณ์ดิ่งพสุธาอย่างรุนแรง ส่งผลให้นักลงทุนรายย่อยจำนวนมากต้อง ‘สิ้นเนื้อประดาตัว’ แบบตั้งตัวไม่ติด สาเหตุหลักไม่ได้มาจากแค่การที่หุ้นตกหนักเท่านั้น แต่ความพินาศส่วนใหญ่เกิดจากการที่พวกเขาใช้ Leverage จนถูก ‘บังคับขาย’ ล้างพอร์ตจนเกลี้ยง คำถามที่ตามมาคือ สรุปแล้ว Leverage มันทำงานอย่างไร?
รายละเอียดเพิ่มเติม
การกู้มาลงทุนเหมาะสมหรือไม่? และเครื่องมือนี้เป็น ‘ตัวร้าย’ ในโลกการลงทุนจริงๆ หรือเปล่า? Leverage ทำงานอย่างไร?
Leverage หรือ อัตราทด ก็คือการยืมเงินหรือนำเงินทุนของบุคคลอื่น (เช่น โบรกเกอร์) มาใช้เพื่อเพิ่ม ‘อำนาจซื้อ’ ในการลงทุนของตนเอง ทำให้เราสามารถครอบครองสินทรัพย์ในมูลค่าที่สูงกว่าเงินทุนจริงที่เรามีอยู่ เหมือนในทางฟิสิกส์ที่ ‘คานงัด’ ช่วยให้เราออกแรงเพียงนิดเดียวแต่สามารถยกของหนักๆ ได้ ตัวอย่างเช่น หากเรามีเงิน 100,000 บาท ซื้อหุ้นปกติ ถ้าหุ้นขึ้น 10% จะได้กำไร 10,000 บาท แต่ถ้าใช้ Leverage ในอัตราทด 1:10 หมายความว่าเงิน 100,000 บาทของเรา จะมีอำนาจซื้อขยายตัวกลายเป็น 1,000,000 บาท ทันที หากหุ้นตัวนั้นขึ้น 10% เท่าเดิม จะได้กำไร 100,000 บาท (ซึ่งคิดเป็น 100% ของเงินต้นที่เรามี) หากนักลงทุนต้องการใช้งาน Leverage สามารถทำได้ผ่านหลายช่องทางในตลาดการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการเปิด บัญชีมาร์จิ้น (Margin Account) กับบริษัทหลักทรัพย์เพื่อกู้ยืมเงินมาซื้อหุ้น หรือการเทรดในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) ตลอดจนการเทรดในตลาดคริปโทเคอร์เรนซีและฟอเร็กซ์ (Forex) แต่แน่นอนว่า ไม่มีใครให้เรายืมเงินฟรีๆ การจะใช้ Leverage ได้ มักจะต้องมีสิ่งมาคู่กันคือ Margin (เงินวางค้ำประกัน) ไปวางไว้กับโบรกเกอร์เสียก่อน และโบรกเกอร์เองก็มีกลไกในการป้องกันไม่ให้ตัวเองต้องมาแบกรับหนี้เสียหากนักลงทุนขาดทุน กลไกนั้นเรียกว่า Force Sell (การบังคับขาย) ซึ่งจะทำงานทันทีเมื่อผลขาดทุนของเราเริ่มกินเงินวางค้ำประกันจนถึงขีดอันตราย เหรียญอีกด้าน เมื่อขาดทุนมหาศาลจนเกิดการ Force Sell หาก Leverage คือคานงัดที่ขยายผลกำไร มันก็ขยาย ‘ผลขาดทุน’ ในอัตราส่วนที่เท่ากันอย่างโหดร้าย นี่คือจุดที่ทำให้มันกลายเป็นฝันร้ายของใครหลายคน ลองย้อนกลับไปดูบทเรียนของ ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ที่ปรับตัวร่วงลงอย่างรุนแรงในวันเดียว ดัชนี KOSPI ร่วงลงอย่างหนักถึง 12.06% เกิดอะไรขึ้นกับนักลงทุนจนถึงขั้นหมดตัว?…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ เดอะสแตนดาร์ด



