ไทย–เมียนมา ดันความร่วมมือการค้า ฟื้นประชุม JTC รอบ 10 ปี หนุนเศรษฐกิจสองประเทศ
อัปเดตเมื่อ: 6 สิงหาคม 2569 เวลา 17:49อ่าน 3 นาที

ไทย–เมียนมา ดันความร่วมมือการค้า ฟื้นประชุม JTC รอบ 10 ปี หนุนเศรษฐกิจสองประเทศ วันที่ 6 สิงหาคม นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
ร่วมคณะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้การต้อนรับ นายมิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา
ในโอกาสเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล ณ บริเวณสนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 จากนั้น
รายละเอียดเพิ่มเติม
นางศุภจีร่วมคณะนายกรัฐมนตรีในการหารือเต็มคณะกับประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ณ ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เพื่อสานต่อและยกระดับความร่วมมือทวิภาคีในทุกมิติ
โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องผลักดันความร่วมมือด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน พลังงาน การพัฒนา และการแก้ไขปัญหาข้ามแดน ในส่วนของความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้า
ไทยได้ผลักดันให้มีการจัดประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (Joint Trade Commission: JTC) ไทย–เมียนมา ครั้งที่ 8 ภายในปี 2569 หลังเว้นว่างมานานกว่า 10 ปี
สถานการณ์ล่าสุด
เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจและขยายมูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศสู่เป้าหมาย 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2575
พร้อมเสนอให้ทั้งสองฝ่ายร่วมลดอุปสรรคทางการค้าและการลงทุน โดยเฉพาะการผ่อนปรนมาตรการเกี่ยวกับใบอนุญาตนำเข้า (Import License)
เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ภาคธุรกิจและส่งเสริมการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ นอกจากนี้ ไทยยังเสนอให้ส่งเสริมความร่วมมือด้านการเงินเพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุน
มุมมองและผลกระทบ
รวมถึงการพิจารณาเปิดจุดผ่านแดนเพิ่มเติมในพื้นที่ที่สถานการณ์เอื้ออำนวย การจัดตั้งคณะทำงานด้านความเชื่อมโยงระหว่างไทยกับเมียนมา
การผลักดันความร่วมมือด้านพลังงานทั้งโครงการเดิมและโครงการใหม่ ตลอดจนการส่งเสริมบทบาทของภาคเอกชนผ่านความร่วมมือระหว่างหอการค้าของทั้งสองประเทศทั้งในระดับประเทศและระดับท้องถิ่น
สำหรับประเด็นความร่วมมือด้านการค้า กระทรวงพาณิชย์ยังได้หารือเรื่องการผ่อนคลายมาตรการ Import Licensing ของเมียนมา โดยขอให้พิจารณาเพิ่มความสะดวกและความชัดเจนในการออกใบอนุญาตนำเข้า
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
โดยเฉพาะสินค้าที่จำเป็นต่อการผลิต เช่น เครื่องจักรกล วัสดุก่อสร้าง และปูนซีเมนต์ รวมทั้งได้ติดตามความร่วมมือด้านการค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
ภายหลังไทยขยายระยะเวลานำเข้าตามคำขอของเมียนมาจนถึงสิ้นเดือนสิงหาคม 2569 พร้อมรับทราบข้อเสนอการจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านการค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
ซึ่งจะพิจารณาภายใต้หลักผลประโยชน์ร่วมกันและความสอดคล้องกับกฎหมายและพันธกรณีระหว่างประเทศ อีกทั้ง
ไทยได้เสนอให้เมียนมาพิจารณาอนุญาตให้ใช้เงินบาทเป็นสกุลเงินสำหรับธุรกรรมด้านการลงทุนเพิ่มเติมจากการค้าสินค้า เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการลงทุนของภาคเอกชนไทย
และสนับสนุนการลงทุนในสาขาที่มีศักยภาพ อาทิ พลังงาน อุตสาหกรรมการผลิต บริการทางการเงิน และเหมืองแร่ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเช…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ มติชน



