ผอ.JIC ไทย ถามกลับเขมร ใครเริ่มใช้อาวุธก่อน ย้ำ ไทยมีสิทธิป้องกันตัว ขอให้กลับไปอ่านถ้อยแถลงร่วม
อัปเดตเมื่อ: 25 สิงหาคม 2569 เวลา 10:14อ่าน 3 นาที

ผอ.JIC ไทย ตอกหน้ากัมพูชา อย่าพูดซ้ำจนเสมือนกลายเป็นความจริง!
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ถามกลับใครเริ่มใช้อาวุธก่อน ชี้อย่าเล่าเฉพาะตอนถูกตอบโต้ ย้ำ BM-21 กระทบพลเรือนไทย ไทยมีสิทธิป้องกันตัว จี้เขมรไปอ่านถ้อยแถลงร่วม 27 ธ.ค. 68 ให้แตกฉาน ก่อนกล่าวหา MOU 2543 เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ออกโรงโต้ข้อกล่าวหาจากผู้บัญชาการทหารสูงสุดกัมพูชา ซึ่งระบุว่าไทยเป็นฝ่ายรุกราน ไม่เคารพ MOU 2543 และใช้อาวุธหนักอย่างโหดร้ายและไร้มนุษยธรรม พร้อมกล่าวอ้างว่า “ประชาคมโลกรู้ว่าใครผิดใครถูก” โดยย้ำว่า ข้อกล่าวหาร้ายแรงต้องพูดกันด้วยข้อเท็จจริง ลำดับเหตุการณ์ และหลักฐาน ไม่ใช่พูดซ้ำจนเสมือนกลายเป็นความจริง พล.อ.อ.ประภาสกล่าวว่า หากจะกล่าวหาว่าไทย “รุกราน” “โหดร้าย” “ป่าเถื่อน” หรือ “ไร้มนุษยธรรม” ต้องตอบให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ที่ไหน เมื่อใด ใครเป็นผู้กระทำก่อน และมีหลักฐานอะไรตรวจสอบได้ เพราะไม่สามารถเลือกเล่าเฉพาะช่วงที่ไทยตอบโต้ แล้วตัดเหตุการณ์ก่อนหน้านั้นออกจากเรื่องราวได้ ถ้าจะถามว่าใครเริ่ม ต้องเปิดลำดับเหตุการณ์ทั้งหมด ไทยไม่ได้ต้องการให้เกิดการสู้รบ และไม่มีนโยบายรุกรานหรือยึดครองดินแดนของประเทศเพื่อนบ้าน แต่เหตุการณ์การโจมตีกำลังฝ่ายไทย รวมถึงการใช้อาวุธจรวด BM-21 ที่ส่งผลกระทบเข้าไปในพื้นที่พลเรือนไทย ทำให้ประชาชนเสียชีวิตและบาดเจ็บ เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ควรถูกตัดออกจากเรื่องเล่า “เมื่อประชาชน กำลังพล และดินแดนของประเทศไทยถูกคุกคาม ประเทศไทยย่อมมีหน้าที่ปกป้องตนเอง การใช้กำลังของฝ่ายไทยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันตนเอง ตอบโต้และหยุดยั้งภัยคุกคาม ตลอดจนปกป้องประชาชน กำลังพล และอธิปไตยของไทย ไม่ใช่เพื่อทำร้ายประชาชนกัมพูชา” พล.อ.อ.ประภาสกล่าว ผอ.JIC ยังได้เรียกร้องให้กัมพูชากลับไปอ่านถ้อยแถลงร่วมเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 โดยระบุว่าเจตนารมณ์สำคัญคือการลดความตึงเครียด รักษาการหยุดยิง และป้องกันไม่ให้สถานการณ์ลุกลาม โดยหลักหนึ่งคือ กำลังที่อยู่ตรงไหนให้คงอยู่ตรงนั้น ไม่เคลื่อนย้ายหรือใช้สถานการณ์หลังหยุดยิงสร้างความได้เปรียบทางทหารฝ่ายเดียว ส่วนข้อกล่าวหาไทยไม่เคารพ MOU 2543 นั้น พล.อ.อ.ประภาส ระบุว่า ต้องถามกลับว่าหลักฐานคืออะไร พร้อมยืนยันว่าการอ้างสิทธิหรือการนำแผนที่ตามการตีความของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไปประกาศต่อสาธารณะ ไม่ได้ทำให้พื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นของฝ่ายนั้นโดยอัตโนมัติ “หากยังมีพื้นที่ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นต่าง สิ่งที่ถูกต้องคือใช้กลไกที่ทั้งสองประเทศตกลงร่วมกัน ไม่ใช่ประกาศฝ่ายเดียวว่า นี่คือดินแดนของฉัน ใครอยู่ตรงนี้คือผู้รุกราน“ พล.อ.อ.ประภาส กล่าว ผอ.JIC ยังได้เตือนถึงการใช้ความสูญเสียของประชาชนเป็นเครื่องมือในสงครามข้อมูล โดยระบุว่า ไทยเสียใจกับความสูญเสียของประชาชนทุกฝ่าย แต่ไม่ควรนำความสูญเสียมาสร้างความชอบธรรมให้กับเรื่องเล่าของฝ่ายตน แล้วกล่าวหาอีกฝ่ายว่าโหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรมโดยไม่พูดถ…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ มติชน



