ศูนย์ AIRRE กางผลงานวิจัย 2 ปี ช่วยทารกรอดตาบอดถาวร ดันเชียงใหม่ฮับป้องกัน ROP
อัปเดตเมื่อ: 17 สิงหาคม 2569 เวลา 16:41อ่าน 3 นาที

วันนี้ (17 สิงหาคม) ที่ ห้องประชุมบุญสม มาร์ติน โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ร่วมกับ สถาบันจักษุวิทยาวิลเมอร์ คณะแพทยศาสตร์
ประเด็นสำคัญ
มหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ และ ศูนย์วิจัยและรักษาโรคจอตา อยู่วิทยา โกลบอล แอร์ (AIRRE) เซ็นเตอร์ จัดงานแถลงข่าวความคืบหน้าโครงการป้องกันภาวะตาบอดในเด็กแรกเกิดในประเทศไทย
ภายใต้แนวคิด จากความร่วมมือระดับโลกสู่การรอดพ้นจากโลกมืดของเด็กไทย การแถลงข่าวครั้งนี้นำโดย ศาสตราจารย์ นพ.นีล เอ็ม. เบรสเลอร์ ผู้อำนวยการศูนย์ AIRRE พร้อมด้วย ผศ.พญ.จุน คอง
รายละเอียดเพิ่มเติม
รองผู้อำนวยการศูนย์ฯ และ ผศ.พญ.อัจฉรียา วิวัฒน์วงศ์วนา หัวหน้าหน่วยจักษุวิทยาเด็กและตาเข ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ศ.นพ.เบรสเลอร์ เปิดเผยว่า
โครงการวิจัยนี้มุ่งเป้าไปที่การลดภาวะตาบอดในเด็ก โดยเฉพาะจาก ‘โรคจอประสาทตาผิดปกติในทารกคลอดก่อนกำหนด’ (Retinopathy of Prematurity: ROP) ซึ่งเป็นภัยเงียบที่ร้ายแรง
เนื่องจากสถิติพบว่ากว่า 2 ใน 3 ของเด็กไทยที่ตาบอดมีสาเหตุมาจากโรค ROP และในทารกแรกเกิดทุกๆ 1,000 คน จะพบภาวะตาบอด 1 คน จากสถานการณ์ดังกล่าว เฉลิม อยู่วิทยา นักธุรกิจชาวไทย
สถานการณ์ล่าสุด
เล็งเห็นถึงความสำคัญและได้เข้ามามีบทบาทหลักในการผลักดัน ผ่านการมอบทุนสนับสนุนมูลค่ากว่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 330 ล้านบาท) ครอบคลุมทั้งค่าบุคลากร อุปกรณ์ล้ำสมัย
และค่าตรวจรักษา ไฮไลต์สำคัญคือการจัดซื้อ กล้องถ่ายภาพจอประสาทตาแบบมุมกว้างสำหรับเด็ก (Wide-field Pediatric Retinal Camera) มูลค่า 125,000 ดอลลาร์สหรัฐ
ซึ่งเข้ามาพลิกโฉมการตรวจรักษาในพื้นที่ห่างไกล โดยเจ้าหน้าที่สามารถถ่ายภาพและส่งต่อให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญวินิจฉัยทางไกลได้ทันท่วงที ศ.นพ.เบรสเลอร์ เผยผลลัพธ์ว่า ตลอด 2
มุมมองและผลกระทบ
ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่เริ่มโครงการ (สิงหาคม 2567) ทีมวิจัยได้ติดตามภาพถ่ายจอประสาทตากว่า 6,000 ภาพ จากทารก 60 คน พบทารก 23 คนที่มีภาวะ ROP
ซึ่งทั้งหมดได้รับการรักษาด้วยเทคโนโลยีเลเซอร์จอประสาทตาที่ทันสมัย ผลลัพธ์คือ เด็กทุกคนในโครงการรอดพ้นจากภาวะตาบอดถาวร 100% ด้าน ผศ.พญ.อัจฉรียา เสริมว่า ตามมาตรฐานทางการแพทย์
ทารกคลอดก่อนกำหนด (อายุครรภ์ต่ำกว่า 30 สัปดาห์ หรือน้ำหนักไม่ถึง 1,500 กรัม) ต้องได้รับการคัดกรองภายใน 4 สัปดาห์ และหากพบความผิดปกติ ต้องรักษาด่วนภายใน 48 ชั่วโมง
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
ซึ่งข้อจำกัดด้านอุปกรณ์ในอดีตทำให้มีเด็กจำนวนหนึ่งพลาดโอกาสนี้ไป “มีกรณีที่เราคัดกรองเด็กจากโครงการ พบอาการชัดเจนและรักษาได้ทัน
ครอบครัวเด็กเล่าว่าลูกคนโตต้องตาบอดเพราะคัดกรองไม่ทัน แต่ครั้งนี้เราช่วยลูกคนเล็กไว้ได้ ปัจจุบันเขาอายุ 1 ขวบและมองเห็นได้ดีขึ้น” ผศ.พญ.อัจฉรียา
กล่าวพร้อมระบุว่าความสำเร็จของโมเดลนี้กำลังถูกนำไปประยุกต์ใช้ในประเทศมาเลเซียด้วย สำหรับก้าวต่อไป ศูนย์ AIRRE วางเป้าหมายประยุกต์ใช้ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)
และระบบถ่ายภาพขั้นสูง เพื่อพัฒนาระบบคัดกรองและสร้างความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั้งภาคร…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ เดอะสแตนดาร์ด



