ณพลเดช ดัน 7 สถานีตรวจแม่น้ำกก เปลี่ยนข้อมูลเป็นหลักฐาน เปิดทางประกาศเขตภัย-ช่วยประชาชน-นำเสนอ UN
อัปเดตเมื่อ: 17 สิงหาคม 2569 เวลา 22:37อ่าน 3 นาที

‘ณพลเดช’ ดัน 7 สถานีตรวจแม่น้ำกก เปลี่ยนข้อมูลเป็นหลักฐาน เปิดทางประกาศเขตภัย-ช่วยประชาชน-นำเสนอ UN เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ที่ประเทศจีน ดร.ณพลเดช มณีลังกา สมาชิกวุฒิสภาสำรอง จ.เชียงราย และอดีตที่ปรึกษากรรมการที่ดินและสิ่งก่อสร้าง ในคณะกรรมาธิการงบประมาณ 2570 สภาผู้แทนราษฎร เปิดมุมมองต่อกรณีสื่อออนไลน์ Lanner เผยแพร่ผลตรวจสารปนเปื้อนในพืชบริเวณริมแม่น้ำกก ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีการตรวจพบโลหะหนักหลายชนิดในพืชจากการติดตามหลายรอบ โดยพบทั้งแคดเมียม ตะกั่ว และสารหนู และบางตัวอย่างถูกระบุว่ามีค่าเกินมาตรฐาน ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า ปัญหาแม่น้ำกกไม่ควรถูกมองเป็นเพียง “ปัญหาน้ำ” หรือ “ปัญหาผลผลิตทางการเกษตร” แต่เป็นปัญหาที่เชื่อมโยงตั้งแต่ น้ำ ตะกอน ดิน การเกษตร อาหาร สุขภาพประชาชน เศรษฐกิจ และความมั่นคงด้านอาหารของพื้นที่ ขณะเดียวกัน กรมควบคุมมลพิษยังคงติดตามคุณภาพน้ำและตะกอนในแม่น้ำกกอย่างต่อเนื่อง โดยผลตรวจในปี 2569 ยังพบสารหนูเกินมาตรฐานในบางจุดของแม่น้ำกกและลำน้ำที่เกี่ยวข้อง สะท้อนความจำเป็นของระบบเฝ้าระวังระยะยาวที่มีข้อมูลต่อเนื่องมากกว่าการตรวจเป็นครั้ง ๆ ก่อนหน้านี้ ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้สะท้อนปัญหามลพิษข้ามพรมแดนและเรียกร้องให้รัฐจัดการปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยประเด็นแหล่งกำเนิดมลพิษจากพื้นที่ต้นน้ำฝั่งเมียนมายังคงเป็นเรื่องที่ต้องใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์อย่างต่อเนื่อง 7 สถานี ต้องเปลี่ยน “การตรวจ” เป็น “ระบบเฝ้าระวัง” ดร.ณพลเดช กล่าวว่า สิ่งที่ต้องเร่งเดินหน้าคือการทำให้ สถานีตรวจวัดคุณภาพน้ำและระบบเซ็นเซอร์ทั้ง 7 แห่ง ไม่ใช่เพียงเครื่องมือที่ติดตั้งไว้แล้วรอเจ้าหน้าที่เข้าไปเก็บข้อมูล แต่ต้องพัฒนาให้เป็น ระบบเฝ้าระวังอัตโนมัติของลุ่มน้ำกก เมื่อสถานีทั้ง 7 แห่งเริ่มทำงาน ข้อมูลควรถูกส่งเข้าสู่ระบบโดยอัตโนมัติ แสดงผลเป็นปัจจุบัน และสามารถติดตามย้อนหลังได้ ทำให้หน่วยงานรัฐเห็นความเปลี่ยนแปลงของคุณภาพน้ำตั้งแต่ต้นน้ำ ผ่านพื้นที่ชายแดน ไปจนถึงพื้นที่ตอนกลางและปลายน้ำ นี่คือการเปลี่ยนจาก “ตรวจพบเมื่อเกิดปัญหา” ไปสู่ “เฝ้าระวังและเตือนภัยก่อนปัญหาขยายตัว” เพราะคำถามที่ประชาชนต้องการคำตอบไม่ใช่เพียงว่า “เมื่อเดือนที่แล้วน้ำเป็นอย่างไร?”
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
แต่คือ “วันนี้แม่น้ำกกเป็นอย่างไร และกำลังเปลี่ยนแปลงไปทางไหน?”
จากเซ็นเซอร์ 7 จุด สู่ฐานข้อมูลเพื่อคุ้มครองประชาชน หัวใจสำคัญของโครงการไม่ได้อยู่ที่การมีเครื่องมือ 7 แห่ง แต่คือการนำข้อมูลจากทั้ง 7 แห่งมาประกอบกันจนสามารถเห็น ภาพรวมของสถานการณ์ทั้งลุ่มน้ำ หากสถานีต้นน้ำพบความผิดปกติ และสถานีถัดลงมาตรวจพบการเปลี่ยนแปลงในทิศทางเดียวกัน ข้อมูลที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถวิเคราะห์ได้ว่า ความผิดปกติเกิดขึ้นเมื่อใด อยู่บริเวณใด และมีแนวโน้มเคลื่อนตัวไปในทิศทางใด ข้อมูลลักษณะนี้มีคุณค่ามากกว่าการตรวจเพียงครั้งเดี…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ มติชน



