พัฒนา แจงงบบัตรทอง 6 หมื่นล้าน ย้ำภาษีประชาชนต้องตรวจสอบได้ ชี้เงินส่วนใหญ่กระจายไปหน่วยบริการดูแล ปชช.
อัปเดตเมื่อ: 5 สิงหาคม 2569 เวลา 10:01อ่าน 3 นาที

รมว.สธ. ย้ำ งบบัตรทอง 6 หมื่นล้านบาท ไม่หายไปไหน ชี้ จัดสรรกระจายไปหลายหน่วยบริการดูแลประชาชน 80% ของประเทศ เผย เตรียมปรับวิธีทำงานให้สอดคล้อง พ.ร.บ.ปฐมภูมิ ยืนยัน
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
ทุกบาททุกสตางค์ต้องเกิดความคุ้มค่า เมื่อเวลา 08.45 น. วันที่ 5 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)
ชี้แจงถึงกรณีการจัดสรรงบประมาณกองทุนบัตรทองปี 2568 จำนวนเงิน 60,000 ล้านบาท ว่า งบที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้รับในปี 2568 ไม่นับเงินเดือนจะได้รับอยู่ที่ประมาณ
รายละเอียดเพิ่มเติม
170,000 ล้านบาท ซึ่งในระบบของโรงพยาบาลในกระทรวงสาธารณสุขจะมีบันทึกรายรับจากงบประมาณตรงนี้ประมาณ 110,000 ล้านบาท ซึ่งอนุกรรมการด้านการเงิน ของสปสช.
ชี้แจงว่าเงินจำนวนนี้อยู่นอกระบบของกระทรวงสาธารณสุข และมีอีก 10,000 กว่าล้านบาท ที่สปสช.ใช้กระทรวงสาธารณสุขผ่านโรงพยาบาลราชวิถีเป็นช่องทางในการจัดซื้อยา และอาจจะมี 3,000 –
4,000 ล้านบาท ที่ไม่ได้เป็นเรื่องของการซื้อยา แต่ไปยังโรงพยาบาลนอกสังกัดโรงพยาบาลสาธารณสุข เช่น สังกัดกระทรวงกลาโหม สังกัดกรุงเทพมหานคร และอีกครึ่งหนึ่งถูกจัดสรรไปให้กับคลินิก
สถานการณ์ล่าสุด
รวมถึงหน่วยให้บริการเอกชนที่ขึ้นทะเบียนกับ สปสช. ซึ่งตรงนี้จะเป็นจุดที่เราต้องดูว่าการให้บริการมีประสิทธิภาพ มีหลักเกณฑ์และมาตรฐานหรือไม่
และหากต้องมีการปรับปรุงในการวางเงินเหล่านี้ไปที่ใดควรจะต้องถูกหยิบยกมาหารือในคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยรวมๆจะอยู่ที่ประมาณ 120,000 กว่าล้านบาท
ที่กระทรวงสาธารณสุขมีเงินผ่านมือ เพราะฉะนั้นงบประมาณ 60,000 ล้านบาท จะเป็นการจัดสรรให้กับโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งดูแลประชาชนราวๆ 80% ของประเทศ
มุมมองและผลกระทบ
ทั้งหมดเป็นข้อเท็จจริงที่เราเจอ ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 50,000 ล้านบาท ยืนยันว่านโยบายของตนและรัฐบาลเงินภาษีของประชาชนต้องอธิบายได้ ว่าเส้นทางการเงินต่างๆ
ได้ถูกนำไปวางจัดสรรไว้ที่ไหน และ สปสช.เองต้องนำข้อมูลเหล่านี้ออกมาให้เกิดความชัดเจน นายพัฒนา กล่าวด้วยว่า ในการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เมื่อวันที่ 3
สิงหาคมที่ผ่านมา ได้มอบหมาย ให้ประธานอนุกรรมการด้านการเงินให้ชี้แจงภายใน 7 วัน ซึ่งต้องชี้แจงลงไปในรายละเอียดถึงหน่วยที่รับเงิน กิจกรรมต่างๆ และการกระจายตัวของเงินว่าเป็นอย่างไร
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
ที่ต้องมีเอกสารหลักฐานและการตรวจสอบไปพร้อมๆกัน ว่าการใช้เงินเหล่านั้นนำไปปฏิบัติงานจริงหรือไม่ นอกจากนี้กระทรวงสาธารณสุขยังมีพระราชบัญญัติปฐมภูมิ ปี 2562
ที่จะต้องวางมาตรฐานการให้บริการต่างๆของงานป้องกันและงานส่งเสริมเรื่องระบบสาธารณสุขหรือสุขภาพ โดยกระทรวงสาธารณสุขกำลังเร่งรัดให้เกิดมาตรฐานตามพระราชบัญญัติฉบับนี้
ซึ่งจะถูกนำไปใช้กับหน่วยบริการในสังกัด สปสช. รวมถึงสังกัดอื่นๆด้วย เพื่อให้เห็นว่าหากมีการเบิกงบประมาณไปใช้ในการดูแลประชาชนจะต้องได้มาตรฐานตามที่กระทรวงสาธารณสุขวางไว้ เมื่อถามว่า
มีการตั้งข้อสังเกตว่ากระทรวงสาธารณสุข นำงบประมาณไปใช้กับกิจกรรมต่าง…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ มติชน



