"วิทยุการบินฯ" ชู 6 โครงการเด่นปี 69 พัฒนาเทคโนโลยีการเดินอากาศ รองรับ 9 แสนเที่ยวบิน
อัปเดตเมื่อ: 6 สิงหาคม 2569 เวลา 22:20อ่าน 3 นาที

วันนี้ (6 ส.ค.2569) นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคม เดินหน้ายกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการบิน
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาพัฒนาการบริหารจราจรทางอากาศ เพื่อเพิ่มความปลอดภัย ลดความล่าช้าของเที่ยวบิน และสนับสนุนการบินที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้
ได้มอบนโยบายให้วิทยุการบินแห่งประเทศไทย (บวท.) เร่งดำเนินโครงการบูรณาการข้อมูลเรดาร์ตรวจอากาศ หรือ Weather Radar ร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา
รายละเอียดเพิ่มเติม
เพื่อให้เจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศสามารถใช้ข้อมูลสภาพอากาศที่มีความแม่นยำ และเป็นปัจจุบัน ในการบริหารจัดการเที่ยวบิน โดยเฉพาะในช่วงที่สภาพอากาศแปรปรวน
ซึ่งจะช่วยเพิ่มความปลอดภัย ลดผลกระทบต่อผู้โดยสาร และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจราจรทางอากาศของประเทศ พร้อมผลักดันการพัฒนาระบบ System Wide Information Management (SWIM)
เพื่อรองรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลการบินในรูปแบบดิจิทัล ตามมาตรฐานขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) โดยตั้งเป้าหมายให้วิทยุการบินฯ ก้าวสู่การเป็น SWIM Service Provider
สถานการณ์ล่าสุด
ภายในปี 2573 ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทย ในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบการบริหารข้อมูลการบินยุคใหม่ พร้อมทั้งให้บูรณาการการดำเนินงานอย่างเร่งด่วน กับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย
เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเชื่อมโยงกับระบบการบินโลก ได้อย่างสมบูรณ์ทันตามกรอบเวลา สอดรับเป้าหมายการผลักดันประเทศไทยสู่ World-class Aviation Hub นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ ประธานกรรมการ
บวท. กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับปริมาณเที่ยวบินรวมในปีงบประมาณ 2569 ตั้งแต่เดือน ต.ค. 2568 – ก.ย.2569 คาดการณ์ว่า จะมีเที่ยวบินรวม 919,643 เที่ยวบิน หรือเฉลี่ย 2,520 เที่ยวบินต่อวัน
มุมมองและผลกระทบ
เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2568 ร้อยละ 1.64 ซึ่งจากข้อมูลปัจจุบัน ขณะนี้มีปริมาณเที่ยวบินรวมทั้งสิ้น 777,456 เที่ยวบิน หรือเฉลี่ย 2,558 เที่ยวบินต่อวัน แบ่งเป็น เที่ยวบินระหว่างประเทศ
385,991 เที่ยวบิน เที่ยวบินภายในประเทศ 297,234 เที่ยวบิน และเที่ยวบินผ่านน่านฟ้า 94,231 เที่ยวบิน ซึ่งตัวเลขปริมาณเที่ยวบินเป็นไปตามคาดการณ์
แม้การเติบโตจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่ยังสะท้อนถึงการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการบินไทยอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มเติบโตอย่างมั่นคง
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
สำหรับกลุ่มประเทศที่มีเที่ยวบินเข้า-ออกและบินผ่านประเทศไทยสูงสุด ได้แก่ จีน อินเดีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม ขณะที่สนามบินที่มีปริมาณเที่ยวบินหนาแน่นที่สุด ได้แก่ สุวรรณภูมิ
ดอนเมือง ภูเก็ต เชียงใหม่ และสมุย ตามลำดับ อีกก้าวสำคัญคือ การเปิดใช้เส้นทางบิน L770 (NAN–SAGAG) ในวันที่ 3 ก.ย.2569 ซึ่งเป็นเส้นทางบินตรงจากประเทศไทยสู่ประเทศจีน
ผ่านความร่วมมือของไทย จีน และลาว ช่วยลดระยะทางการบิน 27.5 - 35.2 ไมล์ทะเล เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจราจรทางอากาศ ลดต้นทุนสายการบิน ประหยัดเชื้อเพลิง ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
และรองรับการเติบโตของการเดินทางระหว่างเอเชียตะวันออก…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ ไทยพีบีเอส



