บทเรียนฆ่าฝัง 5 ศพ เมื่อฆาตกรพ้นโทษก่อเหตุซ้ำ สังคมจี้รัฐงัด ‘โทษประหาร’ คืนความยุติธรรม
อัปเดตเมื่อ: 5 สิงหาคม 2569 เวลา 18:45อ่าน 3 นาที

ท่ามกลางกระแสเรียกร้องให้ยกเลิกโทษประหารชีวิตในประเทศไทย ด้วยเหตุผลด้านสิทธิมนุษยชน ความกังวลต่อความผิดพลาดในกระบวนการยุติธรรม และข้อโต้แย้งว่าโทษประหารไม่ได้ช่วยลดอาชญากรรมได้จริง
ประเด็นสำคัญ
ประเด็นสำคัญ 1. กฎหมายว่าด้วยโทษประหารและการลดโทษ (ประมวลกฎหมายอาญา) 2. ขั้นตอนการตรวจสอบและการขอพระราชทานอภัยโทษ (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และ พ.ร.บ.ราชทัณฑ์) 3.
สถิติและกฎหมายระหว่างประเทศ แต่วันนี้กระแสในสังคมเริ่มพลิกไปอีกด้าน เมื่อประชาชนจำนวนไม่น้อยเรียกร้องให้รัฐกลับมาบังคับใช้ โทษประหารชีวิต อีกครั้ง
รายละเอียดเพิ่มเติม
กระแสดังกล่าวปะทุขึ้นหลังคดีสะเทือนขวัญฆาตกรรม 5 ศพในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ที่เริ่มต้นจากการสืบสวนคดีการหายตัวไปของพี่น้องชาวรัสเซีย 2 ราย ก่อนตำรวจจับกุม ฑณา หรือ ป๋อง พร้อมพวกรวม
4 คน และขยายผลพบ กลุ่มผู้ต้องหาชุดเดียวกันเกี่ยวข้องกับคดีอุ้มฆ่าครอบครัวชาวไทย 3 พ่อแม่ลูก เพื่อชิงทรัพย์และนำศพไปฝังอำพรางในพื้นที่ใกล้เคียง ทำให้คดีนี้มีผู้เสียชีวิตรวม 5 ราย
และกลายเป็นหนึ่งในคดีอาชญากรรมสะเทือนขวัญที่ถูกจับตามองสร้างคำถามต่อสังคมว่า ผู้กระทำผิดร้ายแรงควรได้รับโอกาสกลับคืนสู่สังคมหรือไม่
สถานการณ์ล่าสุด
จากเรื่องราวดังกล่าวได้นำไปสู่ข้อถกเถียงที่ครอบครัวผู้เสียหายมองว่าโทษประหารคือการชดใช้ที่สาสมและเป็นการตัดโอกาสการก่อเหตุซ้ำ
แต่นักสิทธิมนุษยชนยังคงยืนยันจุดยืนให้ยุติการประหารชีวิต โดยเห็นว่าการลงโทษสูงสุดไม่ใช่คำตอบของการแก้ปัญหาอาชญากรรม ขณะที่ปัจจุบันประเทศไทยไม่มีการบังคับใช้โทษประหารชีวิตมานานกว่า
9 ปีหลังลงนามในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนให้ยกเลิกโทษประหารชีวิตโดยทางปฏิบัติในปี 2561 แต่ข้อมูลกรมราชทัณฑ์ระบุว่า ยังมีนักโทษประหารชีวิตจำนวนทั้งสิ้น 480 ราย แบ่งเป็น ชาย 419
มุมมองและผลกระทบ
ราย หญิง 61 ราย ซึ่งในจำนวนเหล่านี้ก็ยังเป็นผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาอุทธรณ์ 439 ราย ผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาฎีกา 13 ราย และนักโทษเด็ดขาดเมื่อคดีถึงที่สุด 28 ราย
นำไปสู่คำถามสำคัญว่า โทษประหารชีวิตในประเทศไทยควรเป็นเพียงบทลงโทษที่มีอยู่ในกฎหมาย หรือควรกลับมาถูกบังคับใช้อีกครั้ง โดยแหล่งข่าวระดับสูงในกรมราชทัณฑ์ได้ให้ความคิดเห็นว่า
แม้ปัจจุบันจะไม่มีการประหารชีวิต แต่โทษดังกล่าวยังคงมีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย โดยเมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ประหารชีวิต กรมราชทัณฑ์จะรับตัวผู้ต้องขังไว้ และภายใน 60 วัน
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
ผู้ต้องขังมีสิทธิยื่นฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งหากผู้ต้องขังไม่ยื่น กรมราชทัณฑ์ก็มีหน้าที่เสนอเรื่องแทน ก่อนส่งผ่านกระทรวงยุติธรรมเข้าสู่ขั้นตอนในการพระราชทานอภัยโทษ
แหล่งข่าวอธิบายว่า การพระราชทานอภัยโทษในเรื่องดังกล่าวมีหลักสำคัญ 2 ประการ คือ เพื่อป้องกันความผิดพลาดในกระบวนการยุติธรรม เนื่องจากโทษประหารชีวิตไม่สามารถแก้ไขย้อนหลังได้
และเพื่อคำนึงถึงหลักมนุษยธรรม ส่วนกรณีหากในอนาคตมีคำสั่งให้กลับมาบังคับใช้โทษประหารชีวิต กรมราชทัณฑ์มีความพร้อมดำเนินการตามกฎหมายอยู่ตลอด
โดยปัจจุบันสถานที่ดำเนินการประหารชีวิตมีเพีย…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ เดอะสแตนดาร์ด



