ปธ.วิปฝ่ายค้าน เปิด 5 พฤติกรรม กกต.ส่อไม่น่าไว้วางใจ หวั่นล้มคดีฮั้ว สว. ไม่ถึงศาล
อัปเดตเมื่อ: 5 สิงหาคม 2569 เวลา 00:34อ่าน 3 นาที

วันนี้ (4 ส.ค.2569) นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน และน.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน ร่วมสรุปเนื้อหาจาก “ครบรอบ 2 ปีเลือก
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
สว. - เจาะลึกหลักฐานคดีฮั้ว สว. ภาคพิเศษ : เราไว้ใจ กกต. ได้แค่ไหน” น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน สรุปเนื้อหาสาระจากเวทีว่า
พยานชี้เห็นถึงความผิดปกติในระดับการเลือก สว. ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด ระดับประเทศ ซึ่งงมีความผิดปกติเกิดขึ้นแต่ กกต. ไม่ดำเนินการ แม้ผู้สมัคร สว. หลายคนจะยื่นเรื่องร้องเรียน
รายละเอียดเพิ่มเติม
แต่ยังไม่มีความคืบหน้าใดจนถึงปัจจุบัน จึงเป็นเหตุผลที่ไม่สามารถไว้วางใจ กกต. ในการทำหน้าที่ทำให้ฝ่ายขาจะต้องเปิดเผยข้อมูลอย่างต่อเนื่อง “หลายคนบอกว่า งานนี้ค่อนข้างมีความเสี่ยงสูง
ทั้งคนที่มายืนอยู่บนเวทีนี้ ทั้งคนที่กล้าให้ข้อมูล ทั้งคนที่เปิดหน้าเอาหลักฐานมาขึ้นบนจอ ตั้งแต่ครั้งแรกจนถึงครั้งนี้ทุกคนเสี่ยงหมด แต่ทำไมเราถึงต้องทำ
เพราะอำนาจเดียวที่จะทำให้เรื่องนี้พาไปสู่การพิสูจน์ในชั้นศาลได้ คือการตัดสินใจของ กกต. แล้ววันนี้ กกต. ปฏิบัติหน้าที่ให้เราไว้วางใจได้หรือไม่” น.ส.พนิดากล่าว นายพริษฐ์กล่าวว่า
สถานการณ์ล่าสุด
บทสรุปคือ ทุกคนเห็นตรงกันว่า คดีการโกง สว. เป็นขบวนการขัดต่อและการประชาธิปไตย หากจะหาทางออกเรื่องนี้ต้องยึดหลักประชาธิปไตยให้มั่น คือการตรวจสอบถ่วงดุล
และหน่วยงานที่มีหน้าที่หลักในการตรวจสอบเรื่องนี้คือ กกต. ซึ่งในที่นี้ต่างไม่ได้ไว้วางใจ กกต.100% ในการทำหน้าที่ “ที่ผ่านมาเห็นหลายพฤติกรรมและการดำเนินการ กกต.
ทำให้เกิดคำถามโดยได้สรุป 5 ข้อ 1.การออกระเบียบเกี่ยวกับการเลือก สว. ยังไม่ได้รัดกลุ่มเพียงพอในการป้องกันการทุจริต ซึ่งมี 3 ฉบับ 2.การตรวจสอบคุณสมบัติไม่รอบคอบ
มุมมองและผลกระทบ
3.ปล่อยปละละเลยการทุจริตที่เกิดขึ้นในวันเลือก สว. ระดับประเทศ 4.ข้อสงสัยข้อครหา การตั้งคณะอนุฯ วินิจฉัยชุดที่ 36 เพื่อมาฟอกขาวผู้ถูกกล่าวหาหรือไม่ เหตุใดต้องมีคณะอนุวินิจฉัยชุดนี้
และ 5.ตั้งคำถามว่า กกต. เตรียมเป่าคดี โดยอ้างว่า หลักฐานไม่พอเพื่อให้เรื่องไปไม่ถึงศาล โดยสรุป 5 พฤติกรรม ที่ทำให้เราเริ่มเกิดความไว้วางใจ ว่า กกต.
ทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาในคดีนี้หรือไม่” นายพริษฐ์กล่าว นายพริษฐ์ ได้เปิดข้อกฎหมาย ตามมาตรา 62 ชี้ว่า หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า การกระทำการทุจริต กกต.
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
มีหน้าที่สั่งฟ้องที่ศาล ส่วนหลักฐานนั้นท้ายที่สุดจะถูกพิสูจน์ว่ามีการทุจริตหรือไม่เป็นเรื่องที่ศาลจะพิพากษา เมื่อถามว่าหลักฐานต้องชัดขนาดไหนในเวลานี้ ย้ำว่า
หลักฐานไม่ต้องชัดถึงขั้นพิสูจน์ว่า มีการทุจริตหรือไม่ แค่หลักฐานมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริต กกต. มีหน้าที่ต้องสั่งฟ้องศาล ซึ่งก่อนหน้านี้ กกต. มีมติส่งเรื่องไปศาลแล้ว 2
เรื่อง ยังชี้ว่า หลักฐานที่มีมีอยู่ขนาดนี้เพียงพออยู่แล้ว คือ เรื่องโพยใบสั่ง “เหตุผลที่จำเป็นต้องนำเสนอข้อมูลดังกล่าวต่อสาธารณะเพราะไม่มั่นใจ ว่า กกต. ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา
และเห็นว่าที่ผ่านมามีขั้นต…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ ไทยพีบีเอส



