กขค. มีมติรับ 2 คดีกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิง เข้าสู่กระบวนการพิจารณา
อัปเดตเมื่อ: 28 กรกฎาคม 2569 เวลา 15:47อ่าน 3 นาที

กขค. มีมติรับ 2 คดีกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิง เข้าสู่กระบวนการพิจารณา เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 พลตำรวจโทพิทยา ศิริรักษ์ กรรมการการแข่งขันทางการค้า เปิดเผยว่า
ประเด็นสำคัญ
ภายหลังจากการประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาแนวทางการกำกับดูแลและป้องปรามพฤติกรรมทางการค้าในธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล นัดแรก คณะอนุกรรมการฯ
ได้ร่วมกันพิจารณาแนวทางกำหนดมาตรการเร่งด่วนเพื่อกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยเฉพาะในประเด็นที่กำลังเป็นปัญหากับผู้ประกอบธุรกิจที่ขายสินค้าในแพลตฟอร์ม เช่น
รายละเอียดเพิ่มเติม
การกำหนดเงื่อนไขที่จำกัดทางเลือกในการขนส่งสินค้า หรือการกำหนดค่าธรรมเนียมที่ไม่เป็นธรรม
ด้านการติดตามสถานการณ์ความผันผวนของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในช่วงเดือนมีนาคม 2569 ที่ผ่านมา อันเป็นผลจากการกักตุนสินค้า
ส่งผลกระทบต่อประชาชนและผู้ประกอบธุรกิจในหลายพื้นที่ โดยในระหว่างเดือนเมษายน – กรกฎาคม 2569 สำนักงาน กขค. ร่วมกับกระทรวงพลังงาน กรมธุรกิจพลังงาน กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมศุลกากร
สถานการณ์ล่าสุด
สำนักงานพลังงานจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบคลังน้ำมันเชื้อเพลิง รวมทั้งติดตามพฤติกรรมของผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิงในหลายจังหวัด
ซึ่งการลงพื้นที่ดังกล่าวทำให้ได้ข้อมูลจนนำไปสู่มติ กขค. ที่รับเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดี 2 เรื่อง ได้แก่ 1)
กรณีการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงในราคาสูงเกินสมควรของคลังน้ำมันในพื้นที่จังหวัดอ่างทอง
มุมมองและผลกระทบ
ซึ่งเข้าข่ายเป็นการกำหนดราคาขายสินค้าอย่างไม่เป็นธรรมและกีดกันการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบธุรกิจรายอื่น อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 มาตรา 50 (1)
และ/หรือมาตรา 57 (1) เป็นความผิดมีโทษทางอาญา และ 2) กรณีการระงับ ลด หรือจำกัดปริมาณการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงในภาพรวมของประเทศ
กรณีผู้ค้าน้ำมันจำกัดการจัดสรรน้ำมันให้แก่ผู้ค้าส่งน้ำมัน (Jobber) โดยอ้างเหตุผลว่าต้องสำรองน้ำมันไว้ให้สถานีบริการในเครือข่ายก่อน
ข้อมูลจากแหล่งข่าว
ขณะที่สถานีบริการในเครือข่ายก็ไม่ได้รับการจัดสรรน้ำมันเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด
ทำให้ผู้ค้าส่งและสถานีบริการอิสระในพื้นที่ต้องหันไปจัดหาน้ำมันจากโรงกลั่นเพียงแห่งเดียวที่ยังเปิดจำหน่ายในราคาที่สูงขึ้นและต้องรอรับน้ำมันนานกว่าปกติ
ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบธุรกิจและประชาชนในวงกว้าง ซึ่งเข้าข่ายเป็นการกำหนดเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรม การระงับ ลด หรือจำกัดการจำหน่ายโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
เพื่อลดปริมาณสินค้าให้ต่ำกว่าความต้องการของตลาด และการกีดกันการประกอบธุรกิจของคู่ค้าอย่างไม่เป็นธรรม อันอาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 มาตรา 50 (2)(3)
และมาตรา 57 (1)(2)(3) เป็นความผิดมีโทษทางอาญา รองศาสตราจารย์สุธรรม อยู่ในธรรม รองประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้า รักษาการแทนประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้า กล่าวเพิ่มเติมว่า
ปัจจุบัน กขค. เร่งเดินหน้าขับเคลื่อนงานเชิงรุกเพื่อกำกับดูแลการแข่งขันใน 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ 1)แพลตฟอร์มดิจิทัล 2) ค้าส่งและค้าปลีกสมัยใหม่ หร…
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ ข่าวสด



