ข้ามไปยังเนื้อหา

จากยูทูบเบอร์สู่ชานม 79 สาขา บทเรียน 7 ปีของ BEARHOUSE จากรายได้ 15 ล้าน สู่เป้า 800 ล้านบาท เมื่อชื่อเสียงช่วยได้แค่ครั้งแรก

อัปเดตเมื่อ: 28 กรกฎาคม 2569 เวลา 18:52อ่าน 3 นาที

จากยูทูบเบอร์สู่ชานม 79 สาขา บทเรียน 7 ปีของ BEARHOUSE จากรายได้ 15 ล้าน สู่เป้า 800 ล้านบาท เมื่อชื่อเสียงช่วยได้แค่ครั้งแรก
แชร์ข่าวนี้

ช่อง Bearhug บนยูทูบมีผู้ติดตาม 3.84 ล้านคน แต่คลิปล่าสุดถูกอัปโหลดไว้เมื่อ 2 ปีก่อน ทว่าเจ้าของช่องทั้งสองคนไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่ย้ายสนามมาอยู่หลังเคาน์เตอร์ร้านชานมชื่อ

ประเด็นสำคัญ

BEARHOUSE ซึ่งปีนี้ตั้งเป้ารายได้ 800 ล้านบาท จากปีแรกที่ทำได้ 15 ล้านบาท กว่าจะมาถึงตัวเลขนี้ BEARHOUSE ผ่านทั้งดีลแฟรนไชส์ที่ไม่ได้ไปต่อ

ช่วงขาดทุนหนักจนต้องรื้อระบบหน้าร้านใหม่ทั้งหมด และช่วงเวลาราว 5 ปีที่เกือบลืมไปว่าจุดแข็งของตัวเองคืออะไร ก่อนกลับมาโฟกัสจนกลายเป็นสัดส่วนยอดขาย 80% ในวันนี้

รายละเอียดเพิ่มเติม

และต่อยอดเป็นเมนูล่าสุดอย่าง ‘ซิลเวอร์มูนโมจิ’ ที่ตั้งเป้าขาย 1 ล้านแก้วภายในสิ้นปี ดีลที่ไต้หวันซึ่งไม่ได้ไปต่อ กับไข่มุกที่มาจากคำถามว่าชอบทานอะไร

จุดเริ่มต้นย้อนกลับไปกว่า 7 ปีก่อน ตอนที่ ซาร์ต-ปัทมพร ปรีชาวุฒิเดช ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ บริษัท 21ซันแพสชั่น จำกัด ยังเป็นยูทูบเบอร์

และค้นพบว่าตัวเองหลงใหลชาไข่มุกมากพอจะเปิดร้านเป็นของตัวเอง โดยเลือกสาขาแรกที่สยามสแควร์ ก่อนหน้าที่จะลงมือทำเอง ทั้งคู่เคยบินไปไต้หวันเพื่อเจรจาขอซื้อแฟรนไชส์แบรนด์ชา

สถานการณ์ล่าสุด

แต่การเจรจาไม่สำเร็จเพราะเงินทุนไม่พอ ค่าแฟรนไชส์เริ่มต้นอยู่ที่ราว 10 ล้านบาท และยังต้องกันเงินสำรองอีกราว 10 ล้านบาทเผื่อค่าปรับหากขยายสาขาไม่ได้ตามเป้าที่เจ้าของแบรนด์กำหนด

รวมแล้วต้องเตรียมเงินเกือบ 20 ล้านบาท ทั้งคู่จึงเก็บความผิดหวังกลับมาพร้อมข้อสรุปว่า ถ้าต้องใช้เงินก้อนนี้อยู่แล้ว ก็เอามาสร้างแบรนด์ของคนไทยเองดีกว่า

สิ่งที่ปัทมพรหลงใหลมากกว่าตัวชาคือ ‘ไข่มุก’ การพัฒนาสูตรไข่มุกด้วยตัวเองจึงเป็นโจทย์แรก แต่ทดลองหลายครั้งก็ยังไม่ผ่าน จนกานต์-อรรถกร รัตนารมย์ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท

มุมมองและผลกระทบ

ย้อนถามกลับว่าปัทมพรชอบทานอะไรกันแน่ คำตอบคือของหนึบ ซึ่งมาจากการเติบโตในครอบครัวคนจีนที่คุ้นเคยกับขนมเข่งและขนมเทียน ก่อนขยับมาเป็นไดฟูกุและวาราบิโมจิเมื่อโตขึ้น คำตอบสั้นๆ

นั้นกลายเป็น ‘ไข่มุกโมจิ’ ที่ทำให้ BEARHOUSE เป็นเจ้าแรกในไทย และโลโก้รูปหมีก็ถอดแบบมาจากเม็ดไข่มุกโมจิสีขาวที่มีรอยแตก ความจริงจังกับไข่มุกเห็นได้ตั้งแต่ก่อนเปิดร้าน

เมื่อสูตรยังไม่เข้าที่ ทั้งคู่ยอมเลื่อนเปิดร้านออกไป 3 เดือนทั้งที่ต้องแบกค่าเช่าพื้นที่สยามสแควร์ พร้อมตั้งเงื่อนไขว่าจะไม่ใช้สารกันบูดหรือวัตถุกันเสียใดๆ

ข้อมูลจากแหล่งข่าว

เพื่อให้ได้ไข่มุกที่กล้าให้หลานวัย 5 ขวบทานได้ทุกวัน บทเรียนจากช่วงขาดทุน และวันที่ยุติบทบาทยูทูบเบอร์ เมื่อถามถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้ตลอด 7 ปีของการเป็นนักธุรกิจเต็มตัว

อรรถกรตอบว่าการมีชื่อเสียงช่วยดึงดูดความสนใจได้ในระดับหนึ่ง แต่พาไปได้ไม่ตลอด “ธุรกิจมีช่วงเวลาที่ขึ้นและลง เราต้องปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของโลก

ไม่ใช่พึ่งพาแค่ชื่อเสียงในวันแรกแล้วจะอยู่รอดตลอดไป ชื่อเสียงช่วยได้แค่ครั้งแรกแล้วก็จบไป” อรรถกรกล่าว ช่วงที่ยากที่สุดคือตอนขาดทุนหนัก ทางออกที่อรรถกรเลือกคือกลับไปหาข้อมูล

เรื่องไหนไม่เคยศึกษาก็ต้องศึกษา แล้วทยอยแก้ที…

อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ เดอะสแตนดาร์ด

ถ้าชอบข่าวนี้ ช่วยแชร์ให้เพื่อนอ่านด้วย
แหล่งข่าว: เดอะสแตนดาร์ด · จากยูทูบเบอร์สู่ชานม 79 สาขา บทเรียน 7 ปีของ BEARHOUSE จากรายได้ 15 ล้าน สู่เป้า 800 ล้านบาท เมื่อชื่อเสียงช่วยได้แค่ครั้งแรก
เลื่อนลงเพื่ออ่านข่าวถัดไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง