แต่งตั้ง ‘ทูตคูเปอร์’ จากออสเตรเลีย นั่งปธ.คณะประนอม UNCLOS ไทยสนับสนุน คาดถกนัดแรก ก.ย.นี้
อัปเดตเมื่อ: 14 สิงหาคม 2569 เวลา 23:00อ่าน 2 นาที

ไทยหนุน ‘ทูตคูเปอร์’ จากออสเตรเลีย เป็นปธ.คณะประนอม UNCLOS คาดถกนัดแรก ก.ย.นี้ ตามที่ศาลประจำอนุญาโตตุลาการ (Permanent Court of Arbitration: PCA)
อ่านข่าวในหมวด การเมือง เพิ่มเติมได้ที่ Thailand Paper
ประเด็นสำคัญ
ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 เกี่ยวกับการแต่งตั้งเอกอัครราชทูตแคทรีนา คูเปอร์ ชาวออสเตรเลีย เป็นผู้ประนอมบุคคลที่ 5 ซึ่งจะปฏิบัติหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการประนอม
(Conciliation Commission) ภายใต้กระบวนการประนอมตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (United Nations Convention on the Law of the Sea: UNCLOS) นั้น
รายละเอียดเพิ่มเติม
ไทยได้รับแจ้งเรื่องนี้จาก PCA ด้วยแล้ว โดย เอกอัครราชทูตคูเปอร์ เป็นนักการทูตและนักกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในบุคคลที่ไทยสนับสนุน ได้รับการยอมรับในวงการกฎหมายระหว่างประเทศ
และเป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ตลอดจนมีประสบการณ์ทั้งในด้านกฎหมายระหว่างประเทศและการเจรจา นอกจากนี้ ยังมีประสบการณ์ด้านการทูตและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ซึ่งเอื้อต่อความเข้าใจบริบทและประเด็นละเอียดอ่อนในมิติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยที่ผ่านมาเคยปฏิบัติหน้าที่เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำเม็กซิโก และตัวแทนร่วม (Co-Agent)
สถานการณ์ล่าสุด
ของรัฐบาลออสเตรเลียในการประนอมภายใต้ UNCLOS ระหว่างออสเตรเลียกับติมอร์-เลสเต ซึ่งสะท้อนถึงประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว ในขั้นตอนต่อไป
คณะกรรมาธิการประนอมจะกำหนดวันประชุมครั้งแรก ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าน่าจะสามารถจัดขึ้นได้ภายในเดือนกันยายน 2569 โดยวาระสำคัญจะรวมถึงการพิจารณาจัดทำข้อบังคับ (Rules of Procedure)
เพื่อเป็นหลักเกณฑ์และกรอบดำเนินงานของคณะกรรมาธิการฯ ตลอดจนเป็นแนวทางสำหรับการประชุมและการดำเนินกระบวนการที่เกี่ยวข้องในระยะต่อไป
มุมมองและผลกระทบ
ประเทศไทยพร้อมให้ความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการประนอม ซึ่งเป็นกลไกการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธีภายใต้ UNCLOS อย่างเต็มที่ ทั้งนี้
กระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องและรักษาผลประโยชน์แห่งชาติอย่างดีที่สุด และพร้อมเข้าร่วมกระบวนการบนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ
เพื่อนำไปสู่แนวทางการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนสำหรับทั้งสองประเทศต่อไป
อ่านรายละเอียดต้นทางได้ที่ มติชน



